เป๊ปช้ำ-แมนซิตี้สะดุดอีก! โรดริโก้แสบซัดพาลีดส์ไล่เจ๊าสุดมันส์

ราฮีม สเตอร์ลิง แม้จะซัดประตูให้ "เรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำไปก่อนทว่าในครึ่งหลังเจอทีเด็ดของ โรดริโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนซัดจ่อๆพา ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

รสนาม : เอลแลนด์ โร้ด

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ชนะมา 2 เกมติด ล่าสุดบุกเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 1-0 เกมนี้รับมือ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯซิตี้ ทีมอันดับ 12 ที่ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 หลัง2เกมแรกชนะและแพ้มา ซึ่งฟอร์มล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สุดเละเทะ 2-5

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ใช้ แพทริค แบมฟอร์ด เป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เอลแดร์ กอสต้า และไทเลอร์ โรเบิร์ต ส่วนฝั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประเดิมใช้ รูเบน ดิอาส เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่ที่ซื้อมาด้วยคาตัว 62 ล้านปอนด์ ขณะที่แนวรุกยังใช้ 3ประสานทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง และริยาด มาห์เรซ

    เริ่มเกมมาไม่ถึง 3 นาที "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันฟรีคิกกว่า 35 หลาบอลพุ่งชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย แม้ ราฮีม สเตอร์ลิง จะพุ่งมาซ้ำแต่บอลชนหน้าแข้งออกหลังไป

    ทีมเยือนยังเปิดเกมรุกโจมตีอย่างหนัก นาที 11 เควิน เดอ บรอยน์ ลากมาซัดกลางประตูไปติด โรบิน ค็อช ก่อนอีก 2 นาทีถัดมา เฟร์ราน ตอร์เรส ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะหวดไปติดแนวรับยูงทองเช่นกัน

    นาที 15 ลูกทีมของเป๊ปชวดได้ประตูอีก คราวนี้ สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปสับขาก่อนล็อคหนี ลุค อายลิ่ง แล้วปาดไปเสาไกลให้ ตอร์เรส วิ่งมาอัดด้วยซ้ายบอลน่าจะเข้า แต่ก็ยังไปติดบล็อค สจ๊วร์ต ดัลลัส

    นาที 18 หลังบดอยู่นาน แมนฯซิตี้ มาพังตาข่ายนำเจ้าถิ่น 1-0 สำเร็จ เป็นความยอดเยี่ยมของ ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากจากซ้ายตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาไม่ถึง 18 หลาส่งบอลพุ่งเสียบมุมตาข่าย

    นาที 24 เจ้าบ้าน "ยูงทอง" มีโอกาสลุ้นเช่นกัน เอลแดร์ กอสต้า จ่ายสั้นๆให้ แพทริค แบมฟอร์ด กดด้วยซ้ายพุ่งข้ามคานแบบได้เสียว

    นาที 37 ลูกทีมของ บิเอลซ่า เกือบได้ลุ้นตีเสมอ ไทเลอร์ โรเบิร์ต ไหลสั้นให้ สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบในกรอบ 6 หลาแต่บอลยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่ออกมาบล็อคลูกได้ทัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูอีกครั้ง หลัง ลุค อายลิ่ง ฉกความผิดพลาดของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนลากเข้าไปล็อกหนี เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายดันไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ที่เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

   จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เปลี่ยนตัวถอดเอา  เอซกาน อลิโอสกี้ ที่ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ออกแล้วส่ง เอียน โปเวด้า-โอกัมโป้ ลงเล่นแทน

    แค่ นาที 46 เจ้าบ้านได้ลุ้นตีเสมออีก คราวนี้ โปเวด้า-โอกัมโป้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์โ ซัดด้วยซ้าย ทว่ายังไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาซ ที่ช่วยเซฟสกัดไม่ให้ทีมเยือนเสียประตู

     นาที 56 "ยูงทอง" เปลี่ยนตัวอีกส่ง โรดรีโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนลงมาเล่นแทน ไทเลอร์ โรเบิร์ต

    แค่ 2 นาทีที่อยู่ในสนาม โรดรีโก้ เกือบแผลงฤทธิ์หลังกระชากเข้าไปในกรอบแล้วหวดด้วยซ้ายมุมแคบบอลไปแฉลบแนวรับก่อนพุ่งชนสามเหลี่ยนมออกหลัง

    นาที 59 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ คัลวิน ฟิลลิปส์ เปิดคอนเนอร์มากลางประตู ทว่า เอแดร์ซอน นายด่านของซิตี้ออกมาตัดบอลพลาดทำหลุดมือไปชน เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนมาเข้าทาง  โรดรีโก้ โมเรโน่ ซัดจ่อๆด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูของเจ้าตัวในพรีเมียร์ลีกนับแต่ย้ายมาร่วมทีม

    เป๊ป ต้องแก้เกมบ้าง ถอดเอา เฟร์ราน ตอร์เรส ออกแล้วส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่หายเจ็บกลายมาเล่นแทน

    นาที 68 เจ้าบ้านเกือบพลิกแซงขึ้นนำ บอลจากฟรีคิกทางซ้ายเปิดมาในกรอบ เลียม คูเปอร์ เทกตัวโขกไปแฉลบหัว โรดรี้ ก่อนไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน ปัดชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    ทัพ "ยูงทอง" โหมกดดันบุกใส่อย่างหนัก คราวนี้ ลุค อายลิ่ง ครอสจากขวามาเสาแรก แพทริค แบมฟอร์ด โขกเช็ดเช็ดกลางให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ โหม่งย้อนไปเสาแรก บอลกำลังจะย้อยเข้าอยู่แล้วแต่ เอแดร์ซอน ยังเหินปัดไปชนคานออกหลังหวุด
หวิด

    นาที 72 "เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ แต่จังหวะสุดท้ายพยายามจะเลี้ยงหลบเลยโดนนายด่านยูงทองตะครุบบอลไว้ได้

    นาที 74 เอแดร์ซอน ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง โรดริโก้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์ด หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย ยังดีนายด่านทีมชาติบราซิลช่วยชีวิต "ซิตี้" ไว้ได้

    ท้ายเกม ลูกทีมของ เป๊ป ไม่สามารถเจาะแนวรับยูงทองเพิ่มได้ จบเกม ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน คอช, เลียม คูเปอร์, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ไทเลอร์ โรเบิร์ต, มาเตอุสซ์ คลิช, เอซกาน อลิโอสกี้ – แพทริค แบมฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์,  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, รูเบน ดิอาส, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น – เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

ไม่ต้องห่วงฉัน!มาเน่ยันสบายดีหลังติดโควิด19

ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะสตาร์ดัง ลิเวอร์พูล ทวิตข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้แฟนบอลได้สบายใจว่าตอนนี้ตนเข้ารับการกักตัวตามข้อกำหนดทางการแพทย์แล้ว และสุขภาพร่างกายก็แข็งแรงดี พร้อมแนะนำทุกคนที่ป่วยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่รัก รวมทั้งเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดระลอกสอง

ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าความเร็วสูง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยืนยันตอนนี้สภาพร่างกายแข็งแรงดี และไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น แม้จะเพิ่งตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ "โควิด-19"

ตามรายงานระบุว่า มาเน่ ซึ่งสตาร์ทเป็นตัวจริงและทำได้ 1 ประตู ในเกมลีกนัดบิ๊กแมตช์ที่ "หงส์แดง" เปิดรัง แอนฟิลด์ อัด อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายน มีแสดงอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัส "โควิด-19" ออกมาให้เห็น แต่เป็นเพียงเล็กน้อย และสุขภาพร่างกายโดยรวมยังคงอยู่ในขั้นที่ดี

ขณะเดียวกัน ดาวยิงทีมชาติเซเนกัล ได้โพสต์ข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ยืนยันว่าตอนนี้ได้อยู่ในช่วงกักตัวตามข้อกำหนดทางการแพทย์แล้ว และสภาพร่างกายก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น  "ผลตรวจของผมเป็นบวก (ติดโควิด-19) แต่ผมรู้สึกดี และไม่ได้มีการแสดงอาการที่รุนแรงอะไรเลย"

"ผมจะต้องทำการกักตัว และเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที มั่นใจได้เลยว่าคุณจะปลอดภัยหากปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งหมด เพื่อเป็นการป้องกันตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกสอง" มาเน่ ระบุ

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า มาเน่ จะไม่ได้ช่วย ลิเวอร์พูล ในเกมบุกไปเยือน แอสตัน วิลล่า วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมนี้ โดยเกมแรกของ "หงส์แดง" หลังผ่านพ้นช่วงพักเบรกเกมทีมชาติ คือการบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมือง ที่ กูดิสัน พาร์ค วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ซึ่งคาดว่า ดาวเตะชาวเซเนกัลวัย 28 ปี น่าจะกลับมาช่วยทีมได้ หากผลตรวจรอบสองไม่ออกมาเป็นบวก
   
ทั้งนี้ มาเน่ ถือเป็นนักเตะ "หงส์แดง" รายที่สาม ที่ติดเชื้อไวรัส "โควิด-19" ต่อจาก คอสตาส ซิมิคาส และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่เพิ่งยืนยันการติดเชื้อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2015 และจนถึงวันนี้กุนซือเลือดด๊อยช์ท ก็อยู่กับ ‘หงส์แดง’ มาแล้วถึง 5 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีเกมน่าประทับใจมากมาย ซึ่ง 10 เกมดังต่อไปนี้ คือสุดยอดแมตช์แห่งความทรงจำกับ ลิเวอร์พูล
1. "คล็อปป์ ทำให้แฟนบอลคล้อยตาม"

ลิเวอร์พูล 2-2 เวสต์บรอมฯ : 13 ธันวาคม 2015

   ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงตอนนัดที่ 2 ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พา ลิเวอร์พูล ลงเล่นใน แอนฟิลด์ เจอกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015

   หลังจากทัพ ‘ดิ อีเกิ้ลส์’ ยิงขึ้นนำ 2-1 ช่วงท้ายเกม คล็อปป์ เริ่มรู้สึกได้ว่าแฟนบอลบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนามทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 8 นาที

   "มันทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ๆ " เขากล่าวแบบนี้ออกมาหลังเกมคืนนั้น

   ซึ่งนี่ก็ช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าทำไมอีก 1 เดือนให้หลัง เขาถึงฉลองอย่างสุดเหวี่ยงต่อหน้า เดอะ ค็อป ทั้งที่ทีมตามตีเสมอทีมระดับกลาง ๆ อย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

   ประตูตีเสมอจาก ดิว็อค โอริกี้ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ของตาราง ซึ่งตามปกติผู้จัดการทีมของทั้ง 2 ฝั่ง เมื่อจบเกมจะเข้ามาจับมือกัน แต่ คล็อปป์ เลือกที่จะไม่เดินเข้าไปหา โทนี่ พูลิส กุนซือ เดอะ แบ๊กกี้ส์ ในตอนนั้น แล้วเลือกที่จะทุบอกแบบสะใจแล้วพาลูกทีมเดินตรงไปหาแฟนๆ

   อย่างไรก็ตามตอนที่เขาฉลองแบบสุดเหวี่ยงในเกมนี้ คล็อปป์ โดนล้อเลียนอย่างหนัก แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมาเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ผมอยากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นหมายความว่าผมรู้ดีว่าผมต้องรับผิดชอบกับเรื่องฟอร์มการเล่นของทีม แต่ผู้ชมน่ะคือคนที่ต้องรับผิดชอบกับบรรยากาศในสนาม"

   และนั่นคือสัญญาณแรกของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้จัดการทีมและบรรดาเหล่ากองเชียร์

2. "การกลับมาอีกครั้งของค่ำคืนมหัศจรรย์ ที่ แอนฟิลด์"

   ลิเวอร์พูล 4-3 โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ (ผลสกอร์รวม 5-4) – 14 เมษายน 2016

   ช่วงท้ายฤดูกาล 2015/16 ห้วงอารมณ์ใน แอนฟิลด์ แบบฉลองสุดขีดก็กลับมาอีกครั้ง

   ขณะที่เหลือเวลาอีกแค่ 25 นาที ลิเวอร์พูล ตามหลังอยู่ 1-3 โดยที่สกอร์รวมสองนัดก็ไล่หลัง "เสือเหลือง" อยู่ 2-4 แต่เหล่าแฟนบอลที่ยังไม่หมดศรัทธาต่างปลุกเร้าอารมณ์จนเป็นส่วนสำคัญทำให้ทีมกลับมามีผลการแข่งขันที่ต้องการได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

   ลูกโขกช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เดยัน ลอฟเรน ส่งให้ ลิเวอร์พูล ทะยานเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และแน่นอนคนที่ดีใจสุดๆ ชนิดไม่มีใครจะห้ามได้คือตัวผู้จัดการทีม
   
   "มันเป็นภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆ, เป็นเรื่องที่สุดยอด ผมดีใจสุดๆ ตอนที่เราทำประตูได้ ทุกคนเห็นกันชัดเจนว่ามันมีบางอย่างเกิดขึ้นบนอัฒจันทร์ คุณสามารถสัมผัสถึงมันได้, ได้ยินเสียงต่างๆ ได้ รวมถึงได้กลิ่นจากการฉลองด้านต่างๆ ด้วย"

   "เหล่า เดอะ ค็อป สร้างช่วงครึ่งชั่วโมงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอในวงการฟุตบอลขึ้นมา" คล็อปป์ กล่าวด้วยความตื้นตัน

3. "จบได้สวยงามด้วยการไป แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือก"

ลิเวอร์พูล 3-0 มิดเดิลสโบรส์ – 21 พฤษภาคม ปี 2017

   6 ฤดูกาลก่อนหน้าที่จะก้าวถึงนัดชิงชนะเลิศ ณ กรุงเคียฟ เมื่อปี 2018 ลิเวอร์พูล ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซ้ำร้ายยังจอดป้ายตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

   กว่าที่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าสิทธิ์ตั๋วยุโรปถ้วยใหญ่ ต้องมาลุ้นกันถึงเกมลีกนัดสุดท้ายจากการเอาชนะ มิดเดิลสโบรส์ เมื่อฤดูกาล 2016/17 โดยมีคะแนนมากกว่า อาร์เซน่อล ที่ตามมาแค่ 1 แต้ม และมีคะแนนน้อยกว่าทีมอันดับ 3 อย่าง เชลซี ถึง 17 คะแนน

   "ผมตั้งตารอฤดูกาลหน้าอย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะ ผมคิดว่าตอนนี้เราสร้างฐานที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังพาทีมคว้าตั๋วใบสุดท้าย

   ขณะที่ อลัน เชียเรอร์ ที่ทำงานเป็นกูรูให้ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ทำนายเอาไว้ว่า "ฤดูกาลหน้าพวกเขาจะเป็นทีมที่ดีขึ้นและเก่งขึ้นแน่นอน"

   และสุดท้ายคำทำนายของ ‘ฮอตช็อต’ ก็เป็นจริง

4. "สามประสาน ซาลาห์, มาเน่ และฟีร์มีโน่ จัดเต็ม"

วัตฟอร์ด 3-3 ลิเวอร์พูล – 12 สิงหาคม ปี 2017

   ตอนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ย้ายจาก โรม่า มาร่วมชายคา แอนฟิลด์ เมื่อปี 2017 ทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็เพิ่งอยู่กับ ลิเวอร์พูล ได้เพียง 1 ฤดูกาลกับ 2 ฤดูกาล ตามลำดับ

   3 ประสานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในตอนนี้ ต่างได้ลงเล่นร่วมกันเป็นครั้งแรกในนัดเปิดฤดูกาล 2017/18 และทั้งหมดก็ทำประตูได้ทุกคน

   มาเน่ เบิกสกอร์แรก ก่อนที่ ซาลาห์ เรียกจุดโทษโดยที่ ฟีร์มีโน่ ยิงเข้าไป หลังจากนั้น ฟีร์มีโน่ ก็เป็นคนผ่านบอลให้ ซาลาห์ ทำลูกที่ 3

   การให้ทั้ง 3 คนประสานงานลงล็อกตั้งแต่วันแรก นับเป็นผลสัมฤทธิ์ที่พา ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นเป็นต้นมา

5. "ฟาน ไดค์ สถาปนาตัวเองที่ แอนฟิลด์"

ลิเวอร์พูล 2-1 เอฟเวอร์ตัน – 5 มกราคม 2018

   แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการพยายามดึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2017 แต่ท้ายที่สุด คล็อปป์ ก็ได้กองหลังชาวดัตช์ตามที่ตัวเองต้องการด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงที่สุดของโลกสำหรับกองหลังในตอนนั้น

   โดยสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สมหวังในการล่าตัว ฟาน ไดค์ ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้นเป็นเพราะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่พอใจที่ ลิเวอร์พูล ทาบทามแบบผิดกฎ

   ถ้ามีใครสงสัยว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอยและเงินที่จ่ายไปรึเปล่าแล้วล่ะก็ แค่นัดประเดิมสนามก็น่าจะทำให้พวกเขาหายข้องใจได้แล้ว หลังจากที่ ฟาน ไดค์ โขกทำประตูชัยให้ทีมชนะ เอฟเวอร์ตัน ในเกม เอฟเอ คัพ นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์

   ฟาน ไดค์ กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ตั้งแต่วินาทีที่เขาสไลด์ไปฉลองประตูต่อหน้าเหล่า "เดอะ ค็อป" กระโดดดีใจฉลองต่อหน้ากองเชียร์หลายหมื่นคนที่  เป็นสักขีพยาน

   แต่ผลกระทบเชิงบวกที่เขามีต่อทีมมากที่สุดในฤดูกาลนั้นคือเรื่องเกมรับ ตอนที่ ฟาน ไคด์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้กับทีมเป็นนัดแรกนั้น ลิเวอร์พูล เสียประตูในลีกถึง 28 ลูกจากการลงเล่น 23 นัด แต่ใน 14 เกมที่ ฟาน ไดค์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น ทีมของ คล็อปป์ เสียไปเพียง 10 ลูกเท่านั้น
   
6. "ฝันร้าย คาริอุส จนต้องคว้า อลีสซง"

เรอัล มาดริด 3-1 ลิเวอร์พูล – 26 พฤษภาคม ปี 2018

   ในอดีตมีหลายทีมที่เจอปัญหาตามมาหลังพ่ายแพ้เกมนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบชอกช้ำ

   ยกตัวอย่างเช่น

   โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ได้แค่แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 1 สมัย นับตั้งแต่แพ้นัดชิงชนะเลิศในปี 2013

   แอตเลติโก มาดริด ไม่ได้แชมป์อะไรเลยนับตั้งแต่แพ้ในปี 2014 และ 2016

   รวมถึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ทำผลงานย่ำแย่จนโดนปลดออกจากการเป็นกุนซือ สเปอร์ส หลังจากพาทีมแพ้ในนัดชิงดำของปี 2019

   ทว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล…

   เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ 1 อย่างหลังจบเกมที่แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 นั่นคือตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่ง

   ลอริส คาริอุส พลาดแบบมหันต์ ชนิดเลวร้ายสุดขีดแบบที่ไม่เคยมีนายด่านคนไหนทำมาก่อนในเกมนัดชิงฯ ชปล. ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นถึง 2 หนด้วยกัน

   หลังจากนั้น ความมั่นใจของ คาริอุส ถดถอยไปเยอะ ลิเวอร์พูล จึงหันไปดึง อลีสซง มาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลกที่ 66.8 ล้านปอนด์ ถึงแม้ว่านายด่านชาวบราซิเลียนจะเคยเสียไปรวมกัน 7 ประตูในตอนที่เจอกับ ลิเวอร์พูล ในรอบรองชนะเลิศของฤดูกาล 2017-18 ก็ตาม

   การเสริมทัพในครั้งนั้นนับเป็นการเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะ ลิเวอร์พูล กลายเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่ย 21018-19 ก่อนที่จะมาเป็นแชมป์ลีกในซีซั่นนี้ โดยตลอดช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาที่เขาเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น อลีสซง ลงเล่นไป 81 นัด และเสียไป 51 ประตู
   
7. "กำเนิดโคตรฟูลแบ็กแห่งยุค"

ลิเวอร์พูล 2-0 ฟูแล่ม – 11 พฤศจิกายน ปี 2018

   ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ยอมจ่ายเงินระดับสถิติโลกเพื่อการได้มาซึ่ง อลีสซง กับ ฟาน ไดค์  แต่อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จคือฟูลแบ็กทั้งสองข้างซึ่งมีค่าตัวรวมกันเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น

   แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และเด็กจากท้องถิ่นอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะกลายเป็นจอมแอสซิสต์อย่างในทุกวันนี้ได้ โดยตอนนี้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็เพิ่งมีอายุแค่ 22 ปีเท่านั้นด้วย

10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล
   เกมแรกที่ทั้งคู่ต่างก็ทำแอสซิสต์ได้ในนัดเดียวกันนั้นไม่ได้เป็นเกมที่น่าสนใจมากนัก เพราะเป็นการชนะ ฟูแล่ม ที่ตอนนั้นเป็นบ๊วยของตารางคะแนน โดย อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดบอลให้ ซาลาห์ ทำประตูขึ้นนำให้ทีม ส่วน โรเบิร์ตสัน ครอสบอลให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ ทำประตู

   ก่อนถึงเกมนั้นทั้งคู่ทำแอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก รวมกันได้เพียง 9 ครั้ง (แบ่งเป็น 7 หนของ โรเบิร์ตสัน และ 2 ครั้งของ อล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์) แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็ทำแอสซิสต์ได้รวมกันกว่า 40 หน และทั้งสองก็มักบลัฟกันเรื่องแอสซิสต์แข่งกัน (ฮา)

8. "การคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า (ประตูรวมชนะ 4-3) – 7 พฤษภาคม ปี 2019

   ลิเวอร์พูล แทบจะสิ้นหวังหลังแพ้ 0-3 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่สนาม คัมป์ นู เมื่อฤดูกาลก่อน

   ทว่านัดที่สองพวกเขาโชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดนัดหนึ่งที่ แอนฟิลด์ ขึ้นมาได้ ด้วยการทำไป 4 ลูก และไม่เสียประตูเลย จนทำให้ทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้

   การเปิดลูกเตะมุมให้ ดิว็อค โอริกี้ อย่างรวดเร็วของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อนที่ โอริกี้ จะทำประตูชัยได้โดยที่แนวรับของ บาร์เซโลน่า ยังไม่ทันตั้งตัวนั้น อาจจะเป็นจังหวะที่ถูกพูดถึงตามผับในย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ไปอีก 50 ปีต่อจากนี้เลย

   และถ้าไม่มีจังหวะนั้นแล้วล่ะก็ อาจจะไม่เกิดเกมที่อยู่ในลิสต์ลำดับถัดไปก็เป็นได้

9. -"แชมป์ยุโรป สมัย 6"

ลิเวอร์พูล 2-0 สเปอร์ส – 1 มิถุนายน ปี 2019

   หลายคนอาจลืมไปแล้ว แต่ที่จริง คล็อปป์ ต้องใช้เวลาเกือบ 4 ปีกว่าที่จะได้แชมป์เป็นรายการแรกกับ ลิเวอร์พูล

   ก่อนหน้านั้นเขาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศทั้ง 6 ครั้ง เมื่อนับรวมทั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ลิเวอร์พูล แถมก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศพวกเขายังเพิ่งผิดหวังจากการที่ต้องเป็นเพียงรองแชมป์เพราะแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเพียง 1 คะแนนด้วย โดยที่ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล เก็บได้ถึง 97 คะแนน จนทำให้พวกเขาสร้างสถิติเป็นทีมรองแชมป์ที่เก็บแต้มได้เยอะที่สุด

   แต่พวกเขาก็หาวิธีเอาชนะ สเปอร์ส ในนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ววันนั้นพวกเขาเล่นได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย ซาลาห์ ยิงให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 หลังจากที่ มูสซ่า ซิสโซโก้ ทำแฮนด์บอล และ โอริกี้ ก็มาทำประตูในช่วงท้ายเกมจนกลายเป็นประตูตอกย้ำชัยชนะ

   "มันเป็นฤดูกาลที่ดุเดือด และเป็นซีซั่นที่มีตอนจบสวยงามที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการออกเลยล่ะ" คล็อปป์ ระบุ

10. "ทิ้ง 8 แต้ม และหนีแบบไม่เห็นฝุ่น"

ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ซิตี้ – 10 พฤศจิกายน ปี 2019

   การแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปี 2019 เป็นปัจจัยที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์ลีกในฤดูกาล 2018-19

   แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาก็แก้ตัวได้ในเกมที่ แอนฟิลด์ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

   หากวันนั้นทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นฝ่ายชนะแล้วล่ะก็ ช่องว่างระหว่างทั้ง 2 ทีมก็จะเหลือเพียง 3 แต้ม แต่กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล ชนะไป 3-1 โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมดังกล่าวที่ถึงขั้นถูกมองว่าเป็นจุดตัดสินแชมป์ด้วย ก็คือการที่ตอนแรก แมนฯ ซิตี้ ฟ้องว่าน่าจะได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เหมือนจะทำแฮนด์บอลในตอนที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวาเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่แล้วอีก 21 วินาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ก็ได้ประตูจาก ฟาบินโญ่

   พอจบเกมนั้น ลิเวอร์พูล ก็นำห่าง ซิตี้ เพิ่มเป็น 9 คะแนน และมากกว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นอันดับ 2 เป็นจำนวน 8 แต้ม หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เล่นได้ยอดเยี่ยมจนไม่ต้องพะวงอะไรอีกเลย ชนะติดต่อกัน 18 เกม และไม่แพ้ใครเป็นเวลา 422 วันติด ก่อนที่สถิติจะไปหยุดที่เกมกับ วัตฟอร์ด ที่แพ้ไป 0-3

   สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้แชมป์ลีกโดยที่ไม่ต้องเล่นเอง เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแพ้ เชลซี และตอนนี้ ลิเวอร์พูล ก็กำลังมีลุ้นเก็บแต้มโดยรวมได้สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ด้วย

เมืองทองฯยันเฮแบร์ตี้ไม่สามารถลงบู๊เกม4ต.ค.นี้ได้

"กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทองฯ ยัน เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ลงเล่นไม่ได้ นัดวันที่ 4 ต.ค.เหตุ เนื่องจากเป็นสัญญาการยืมตัว ไม่ใช่การซื้อขาด อีกทั้งเป็นเรื่องของกติกา มารยาท การยืมตัวที่ทั่วโลกเขาทำกัน ขณะที่สาวก กิเลนผยอง ออกมาร้องถามบอร์ดบริหาร ทำทีมฟุตบอล เพื่อชัยชนะ หรือเพี่อความสนุก หลังจากที่เห็นข่าวเฮแบร์ตี้ เตรียมลงสนามเจอ เอสซีจี เมืองทองฯ ในวันที่ 4 ต.ค.นี้

สโมสร เอสซีจี เมืองทองฯ ออกมาชี้แจงข่าวหลัง มีข่าวว่าเฮแบร์ตี้  ที่ถูกยืมตัวไปอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี เตรียมลงสนาม ในเกมเจอกับ เอสซีจี เมืองทองฯ ในวันที่ 4 ต.ค.นี้ว่า เฮแบร์ตี้ ลงสนามในนัดดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจากการไปอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี ในครั้งนี้เป็นการยืมตัวเท่านั้นไม่ใช่การซื้อขาดแต่อย่างใด อีกทั้ง เป็นเรื่องของกติกา มารยาท ที่ทั่วโลก เขาปฏิบัติกันด้วยในกรณีที่มีการยืมตัวนั้น นักเตะที่จะเจอกับต้นสังกัดเก่า เขาจะไม่ลงสนามมาเจอกัน

ขณะที่ สาวกของ เอสซีจีเมืองทองฯ ออกมาร้องถามฝ่ายบอร์ดบริหารของทีมว่า ทุกวันนี้ ผู้บริหารเอสซีจี เมืองทองฯ ทำทีมฟุตบอลด้วยจุดประสงค์อะไร เพื่อความสนุก หรือต้องการชัยชนะ ที่สำคัญ ทุกวันนี้ เอสซีจี เมืองทอง ประสิทธิภาพของทีม ไม่ได้ดีกว่าทีมอื่นๆ ยังจะให้นักเตะที่ให้ทีมอื่นยืมตัวไปลงเล่นเจอกับทีมตัวเองอีกเหรอ

 

เร้ดแน็ปป์ฟันธงสเปอร์สมีดีพอลุ้นแชมป์ลีก

แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ระบุ สเปอร์ส มีศักยภาพดีพอที่จะได้แชมป์ลีกในซีซั่นนี้ โดยเสริมว่า "ไก่เดือยทอง" มีตัวเลือกในทุกตำแหน่งให้ใช้งานมากพอด้วย

แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ กุนซือว่างงานคนดัง แสดงความเชื่อว่า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีโอกาสที่จะได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้ไปครอง

หลังจากออกสตาร์ตในลีกด้วยการแพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 แล้วนั้น สเปอร์ส ก็เก็บชัยชนะได้ 2 เกมกับเสมออีก 1 หนในเกมลีก 3 นัดต่อมา โดยล่าสุดพวกเขาก็เพิ่งบุกไปถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 6-1 ได้ถึงสนาม โอลด์ แทร็ฟอฟร์ด ด้วย โดยตอนนี้พวกเขาอยู่ในอันดับ 6 ของตารางคะแนน

เร้ดแน็ปป์ ซึ่งเคยคุม สเปอร์ส กล่าวระหว่างไปออกรายการของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีว่า "ถ้าคุณถามผมน่ะนะ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าพวกเขาจะติดท็อปโฟร์ได้ ที่จริงผมคิดว่าพวกเขาอาจจะได้แชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ ผมรู้ดีว่าหลายคนอาจจะคิดว่าผมเพี้ยนไปแล้ว แต่ลองดูขุมกำลังของพวกเขาสิ มันดูเหมือนว่าฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่โอกาสการเป็นแชมป์มันเปิดกว้างมากกว่าเดิม ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์เป็นตัวอย่างก็ได้"

 "ผมบอกคุณเลยว่าพวกเขามีขุมกำลังที่ดีมากๆ พวกเขามีตัวเลือกที่เพียงพอในทุกตำแหน่ง มันเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งสุดๆ ถ้าจะมีทีมไหนที่พิชิต 2 ขาใหญ่ของลีก (ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ได้แล้วล่ะก็มันก็ต้องเป็นพวกเขานี่แหละ คุณลองไล่ดูขุมกำลังของพวกเขาดูสิ แนวรุกของพวกเขามีทั้ง ซน ฮึง-มิน, แฮร์รี่ เคน, แกเร็ธ เบล ให้ใช้งาน"

"ลองดูความแข็งแกร่งเชิงลึกของพวกเขาสิ พวกเขามีกองกลางให้ใช้งานเต็มไปหมด ส่วนด้านเกมรับพวกเขาก็มีแบ็กขวากับแบ็กซ้ายตำแหน่งละ 2 คน พวกเขาอาจจะเป็นทีมที่น่ากลังสุดๆ ได้เลย ผมคิดว่า ท็อตแน่ม จะเป็นทีมที่อันตรายสำหรับทุกทีมในฤดูกาลนี้ ผมยอมวางเงินเดิมพันเต็มที่ไม่ว่าอัตราต่อรองการเป็นแชมป์ของพวกเขาจะอยู่ที่เท่าไหร่ก็ตาม ถ้าจะมีใครที่ทำอย่างนั้นได้ (คว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้มาครอง) แล้วเนี่ย มันก็อาจจะเป็น สเปอร์ส ก็ได้"

 

แม็กไกวร์คัมแบ็ก!คาดการณ์11ตัวจริงแมนยูฟัดสเปอร์ส

 

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมทำศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดบิ๊กแมตช์ กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่สังเวียนแข้ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คืนวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่า กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หวังที่จะเห็นทีมรักษาโมเมนตัม และคว้าชัยชนะให้ได้ หลังจากที่ได้เฮมา 3 นัดติด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ โซลชา จะจัดทัพที่ดีที่สุดลงดวลกับทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ (ระบบ 4-2-3-1)

– ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา
  ถึงแม้ ดีน เฮนเดอร์สัน ทำผลงานได้ดีในบอลถ้วย แต่เกมลีกนัดสำคัญแบบนี้ ยังไงก็ต้องให้ เด เคอา ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริง

 – แนวรับ : อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริค ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์
  แม็กไกวร์ คืนตำแหน่งตัวจริงแน่นอน หลังฟื้นตัวจากปัญหาบาดเจ็บที่ข้อเท้า ส่วนคู่หูในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กครั้งนี้น่าจะเป็น ไบยี่ ที่เล่นได้แข็งแกร่งเหลือเกินในเกม คาราบาว คัพ ที่เจอกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ช่วงกลางสัปดาห์ ส่วนแบ็กขวาและซ้ายสามารถส่ง วาน-บิสซาก้า และ ชอว์ ลงเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา

 – สองตัวกลาง : ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช
  เกมใหญ่แบบนี้ ป็อกบา ไม่น่าพลาดกับการมีชื่อเป็นตัวจริง แถมเจ้าตัวเพิ่งโชว์ฟอร์มเยี่ยมในการลงสำรองเกมกลางสัปดาห์ ส่วนอีกตัว โซลชา น่าจะเลือกใช้งาน มาติช ช่วยตัดเกมแดนกลางของ สเปอร์ส

 – สามตัวรุก : เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด
  ในเมื่อทุกคนฟิตเต็มถัง ยังไงก็ต้องเป็นชุดนี้ โดย บรูโน่ ยืนเป็นจอมทัพคอยสร้างสรรค์เกม ขณะที่ แรชฟอร์ด กับ กรีนวู้ด ยืนตรงริมเส้นทางฝั่งซ้ายและขวาตามลำดับ ส่วน ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค คงต้องนั่งสำรองไปก่อน แม้เล่นได้ดีในเกม คาราบาว คัพ ที่เจอกับ ไบรท์ตัน
  
 – หัวหอกตัวเป้า : อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
  แม้ฤดูกาลนี้ มาร์กซิยาล ยังคงทำประตูไม่ได้ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่ โซลชา จะใช้ โอเดียน อิกาโล่ ลงเป็นตัวจริงแทนดาวยิงเฟร้นช์แมน

 

 

อยากให้ลูกทีมทำบ้าง!แลมพาร์ดกับลูกยิงงามหยดนัดเจอพาเลซ (มีคลิป)

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เตรียมต้องนำทีมทำศึก ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ กับ คริสตัล พาเลซ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ โดยปัจจุบัน "ดิ อีเกิ้ลส์" มีคะแนนมากกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" อยู่ 2 แต้ม

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปในสมัยที่เขายังค้าแข้งอยู่นั้น แลมพาร์ด เคยทำประตูสุดสวยใส่ พาเลซ มาแล้ว ในเกมที่ เชลซี ชนะ พาเลซ 4-1 เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ปี 2005 และวันนี้เราก็มีคลิปลูกนั้นมาให้ได้ชมกันอีกครั้ง

 

ลาผีแดงถาวร!โรม่าปิดดีลคว้าสมอลลิ่งจากแมนยู

อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการแล้ว… คริส สมอลลิ่ง ปราการหลังร่างใหญ่ โยกซบ อาแอส โรม่า เรียบร้อย ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 15 ล้านยูโร

อาแอส โรม่า สโมสรชั้นนำแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ได้ทำการคว้าตัว คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กเลือดผู้ดี มาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เรียบร้อย เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันเป็นเวลา 3 ปี

ถือเป็นการกลับมาค้าแข้งในถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิโก อีกครั้งสำหรับ สมอลลิ่ง แต่หนนี้เป็นการย้ายแบบถาวร หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้วย้ายมาเล่นให้ โรม่า แบบสัญญายืมตัว และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยลงเล่นรวมทุกรายการ 37 นัด ทำได้ 3 ประตู

สำหรับค่าตัวของ ปราการหลังร่างใหญ่วัย 30 ปี ตามรายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้นอยู่ที่ 15 ล้านยูโร (ประมาณ 555 ล้านบาท) บวกออปชั่นตามเงื่อนไขต่างๆ อีก 5 ล้านยูโร (ประมาณ 185 ล้านบาท)

 

 

ขอเถอะ!โซลชาวอนบอร์ดแมนยูซิวเตลเลสซัมเมอร์นี้

 

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ระบุ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด บอกกับบอร์ดบริหารว่าต้องการได้ อเล็กซ์ เตลเลส มาร่วมทัพตั้งแต่ตอนนี้เลย หลังจากคนใหญ่คนโตของทีมพร้อมรอเซ็นฟรีกับเขาในปีหน้าหาก ปอร์โต้ ไม่ยอมขาย
   

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ขอร้องบอร์ดบริหารของทีมว่าให้คว้าตัว อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้าย เอฟซี ปอร์โต้ มาร่วมทัพให้ได้ในตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบนี้ ตามการเปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

กุนซือชาวนอร์เวย์มองว่าตอนนี้ตำแหน่งแบ็กซ้ายของทีมยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร ซึ่งที่จริงก่อนหน้านี้เขาหมายตา เซร์คิโอ เรกีลอน ดาวเตะชาวสแปนิชเอาไว้ แต่สุดท้าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นฝ่ายที่ได้แข้งรายนั้นไปครอง ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหันมาทุ่มความจริงจังให้กับการล่าตัว เตลเลส

ว่ากันว่าที่จริงแข้งเลือดแซมบ้าอยากย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากๆ และตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับทีมได้แล้วด้วย แต่ "ปีศาจแดง" ยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ (ประมาณ 480 ล้านบาท) ทั้งที่ ปอร์โต้ ตั้งค่าหัวเอาไว้ที่ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 720 ล้านบาท) ซึ่งทีมดังของโปรตุเกสก็ไม่พอใจข้อเสนอนั้นจนไม่แม้กระทั่งที่จะติดต่อกลับมาหา แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ สาเหตุที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ค่าตัวน้อยกว่าที่ ปอร์โต้ ต้องการเป็นเพราะมองว่า เตลเลส จะหมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าอยู่แล้ว ทำให้ค่าตัวของเขาไม่ควรจะถึงระดับ 18 ล้านปอนด์ โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังบอกกับ เตลเลส ด้วยว่าถ้าสุดท้ายแล้ว ปอร์โต้ ไม่ยอมขายในช่วงซัมเมอร์นี้แล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะกลับมาดึง เตลเลส ไปร่วมทัพแบบไร้ค่าตัวพอถึงปีหน้าแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เดอะ มิร์เรอร์ แฉว่า โซลชา บอกกับบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วว่าเขาอยากได้ เตลเลส มาร่วมทัพในตอนนี้เลย เพราะมองว่าจำเป็นต้องเสริมทัพในตำแหน่งนี้จริงๆ โดยตอนนี้มีข่าวลือด้วยว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ให้ความสนใจในตัวแข้งวัย 27 ปีเหมือนกัน

แฟนหงส์สบายใจ!ติอาโก้โพสต์รูปพ้นกักตัวโควิดแล้ว

งานนี้ทำเอาสาวกเดอะ ค็อป สบายใจกันถ้วนหน้า เมื่อ ติอาโก้ อัลกันตาร่า พ้นช่วงกักตัวจากไวรัสโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังถูกตรวจพบว่าติดเชื้อเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล ถูกตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา และต้องกักตัวเอง 10 วันตามระเบียบของรัฐบาลสหราชอาณาจักร จนทำให้เจ้าตัวพลาดการลงสนามในเกมกับ อาร์เซน่อล และ แอสตัน วิลล่า รวมถึงโปรแกรมทีมชาติสเปน ในช่วงเวลานี้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ติอาโก้ ได้โพสต์ภาพตัวเองผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยเป็นรูปที่เขาเดินในเมือง ลิเวอร์พูล พร้อมแคปชั่นว่า ‘Liverpool walks’ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ติอาโก้ หายจากเชื้อไวรัสนี้แล้ว และพ้นช่วงเวลากักตัว 10 วันเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับ ติอาโก้ เพิ่งลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล เพียง 45 นาทีเท่านั้นในเกมที่บุกชนะ เชลซี 2-0 เมื่อวันที่ 20 กันยายน โดยเกมต่อไปของทีมคือการออกไปทำศึก เมอร์ซี่ย์ ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ กับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งมีโอกาสสูงที่ กองกลางกระทิงดุ จะมีชื่อติดทีมในเกมนี้