เปิดตัวเลขแมนยูต้องจ่ายสปอร์ติ้ง ค่าบรูโน่พาไปชปล. ทะลุร้อยล้าน!

หลังจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วนั้น ล่าสุด เร็คคอร์ด สื่อของโปรตุเกสก็อกบว่า "ปีศาจแดง" ต้องจ่ายเงินให้ สปอร์ติ้ง อีก 2.7 ล้านปอนด์ ตามสัญญาที่ทำกัน และถ้า 2 ซีซั่นต่อจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ครบทั้ง 2 ฤดูกาลอีก ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ต้องควักเพิ่ม 1.8 ล้านปอนด์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะต้องเสียเงินให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 108 ล้านบาท) ตามเงื่อนไขที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางคนดังช่วยให้ทีมได้สิทธิ์เล่นศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2020-21 ตามรายงานของ เร็คคอร์ด สื่อของประเทศโปรตุเกส

    "ปีศาจแดง" คว้าตัว แฟร์นันด์ส มาจาก สปอร์ติ้ง เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาโดยที่จ่ายค่าตัวทันที 47 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,880 ล้านบาท) ขณะที่ในสัญญาของทั้ง 2 ทีมมีอ็อปชั่นหลายอย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะจ่ายเงินเพิ่มให้กับ สปอร์ติ้ง ถ้าหากดาวเตะชาวโปรตุกีสทำผลงานได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ด้วย

    ทั้งนี้ เร็คคอร์ด เผยว่าหนึ่งในเงื่อนไขระหว่าง 2 ทีมคือ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องจ่ายเพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ ถ้าเกิด แฟร์นันด์ส ทำให้ทีมได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า ซึ่งตอนนั้นมันดูเป็นไปได้ยากพอตัว

    อย่างไรก็ตาม ถ้าหากนับตั้งแต่ที่ แฟร์นันด์ส ได้ประเดิมสนามกับทีมในลีก ในเกมที่เจ๊ากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 0-0 แล้วนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่แพ้ใครในลีกเลย แบ่งเป็นชนะ 9 เกม และเสมอ 5 นัด โดยแข้งวัย 25 ปี ทำได้ถึง 8 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ ในการลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก 14 หนด้วย จนทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อันดับ 3 ลีก และต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

    เร็คคอร์ด เสริมว่ามันมีเงื่อนไขอีกว่าถ้าหากในอีก 2 ฤดูกาลต่อจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้ง 2 ซีซั่นแล้วล่ะก็ พวกเขาก็ต้องจ่ายเพิ่ม 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 72 ล้านบาท) หรือถ้าได้เล่นแค่ซีซั่นใดซีซั่นหนึ่ง ทีมดังของถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ต้องควักเงิน 900,000 ปอนด์ (ประมาณ 36 ล้านบาท) โดยเป็นที่เชื่อว่าค่าเงื่อนไขเพิ่มเติ่มในดีล แฟร์นันด์ส ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเอาไว้กับ สปอร์ติ้ง มีมูลค่ารวมทั้งหมด 21 ล้านปอนด์ (ประมาณ 840 ล้านบาท)

จบที่3น่ะครับ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้แฟนบอลได้มีความสุขในวันสุดท้ายของเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อพวกเขาบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ถึงถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ทีมทำแต้มขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และคว้าโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
    นอกจากจะได้ตํ๋วกลับไปโม่เกือกในถ้วยใบโตยุโรปแล้ว สาวก "เร้ด อาร์มี่" ยังต้องดีใจจนน้ำตาหลั่งรินกับการที่พวกเขาได้เห็น เจสซี่ ลินการ์ด ซัดประตูแรกในลีกได้ซะทีหลังจากทำไม่ได้มานาน ในขณะเดียวกัน "ผีแดง" ยังสร้างสถิติที่น่าสนใจก็คือการเป็นแชมป์จุดโทษ เมื่อได้จุดโทษถึง 14 ครั้งในซีซั่นนี้

    หลังจบฤดูกาลนี้แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโปรแกรมลุยยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่กระนั้นการบ้านที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องขบคิดก็คือการเสริมทัพ เพราะแมตช์นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหาผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงมาช่วยทีม ไม่งั้นอาจไม่สามารถยืนระยะในการฟาดฟันกับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

1.  บรูโน่ เล่นไม่ออกบอกไม่ถูก
    เพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีส เป็นหนึ่งในนักเตะของแมนเชสเตอร์ ไนเต็ด ที่โชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่สุดๆ ในแมตช์นี้ ทั้งๆ ที่นักเตะทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาตลอดนับตั้งแต่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาสวมเสื้อ "ปีศาจแดง" เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 


 

    สำหรับในแมตช์นี้ต้องยอมรับว่า แฟร์นันด์ส มีอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญนักเตะจ่ายผิดพลาดให้เห็นบ่อยครั้ง แทบไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้เลย และไม่มีจังหวะทีเด็ดในการผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย ทำให้เกมบุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำอะไรเกมรับ เลสเตอร์ ไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม แฟร์นันด์ส ยังมีลายเสือเพราะนักเตะเป็นคนจ่ายให้ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปในเขตโทษก่อนจะโดนทำฟาวล์ และก็เป็น จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ที่ขันอาสาสังหารจังหวะนี้ไม่เหลือซาก ต้องบอกว่านี่คือประตูจุดประกายสู่โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างแท้จริง
 

2. สามประสานเงียบเหลือเกิน
    ก่อนหน้านี้หากแนวรับคู่แข่งได้ยินชื่อ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู้ด คงได้ขยาดเพราะความเร็วของพวกเขา สามารถฉีกกองหลังได้เป็นชิ้นๆ แต่สำหรับแมตช์นี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่สาวก "เร้ด อาร์มี่" คาดหวังเอาไว้ เพราะพวกเขาเล่นไม่ออกจริงๆ

 


 

    แรชฟอร์ด มีโอกาสเปิดบอลงามๆ ให้ กรีนวู้ด หลุดเข้าไปโหม่งในเขตโทษแต่ข้ามคาน ขณะเดียวกันในช่วงท้ายครึ่งแรกนักเตะได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ส่วน "ไม้เขียว" บทบาทเกมรุกน้อย จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

    ในขณะที่ มาร์กซิยาล ไม่ค่อยได้โชว์ฟอร์มอะไรมากนัก แต่ก็สามารถกดดันแนวรับของ "เดอะ ฟ็อกซ์" ได้ทุกครั้งที่ได้ครองบอลโดยช่วงท้ายครึ่งแรกมีโอกาสยิงแฉลบเกือบเข้าประตู ส่วนครึ่งหลังความแข็งแกร่งและความเร็วของเขานำไปสู่การได้จุดโทษ

 

3. ผมชื่อลินการ์ด จำเอาไว้ !!!
    เชื่อว่าแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนต้องถอนหายใจเมื่อเห็น เจสซี่ ลินการ์ด ลงสนาม กรีนวู้ด ในนาทีที่ 77 เพราะตลอดทั้งฤดูกาลนี้นักเตะไม่ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมจะโดดเด่นในเรื่องการโชว์ลีลาในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า

    แม้นักเตะจะถูกค่อนขอดมาตลอดก็ตาม แต่เขาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง และไม่เคยหวาดหวั่นที่จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์ จนในที่สุด โซลชา ยังคงให้โอกาสเขาสำหรับแมตช์สุดท้ายในฤดูกาลนี้ และ ดาวเตะชาวอังกฤษ วัย 27 ปีไม่ปล่อยโอกาสทองครั้งนี้หลุดลอย เมื่อซัดประตูตอกฝาโลงให้ทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 


 

    จะว่าไปแล้วต้องยอมรับว่า ลินการ์ด มีดวงเหมือนกัน เพราะในจังหวะนั้นหลายคนคงอยากจะถาม แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูชาวเดนมาร์ก ว่าคิดอะไรอยู่ถึงกล้าหาญในการพยายามเลี้ยงบอลหลบ ลินการ์ด จนสุดท้ายโดนฉกบอลเข้าไปยิงประตู

    สำหรับประตูทองของ ลินการ์ด ถือเป็นการสิ้นสุดการยิงประตูในลีกไม่ได้มานาน 583 วันซะที ที่สำคัญประตูนี้ยังทำให้นักเสี่ยงโชคบางคนต้องชวดเงินกินขนม เพราะดันทะลึ่งแทง ลินการ์ด ไม่สามารถยิงประตูหรือแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้
 

4. เจ้าพ่อจุดโทษ !!!
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีเกมบุกรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ด้วยการที่พวกเขามีผู้เล่นเกมรุกที่เต็มไปด้วยสปีดเร็วกว่านรก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาสามารถเรียกจุดโทษจากคู่แข่งได้มากมายขนาดนี้

    ในแมตช์ล่าสุดที่เยือนถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นอีกเกมที่ลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง และใช้ความเร็วเข้าไปกดดันแนวรับเลสเตอร์ จนต้องเสียท่าให้กับ มาร์กซิยาล

 

   
    สำหรับจุดโทษในเกมนี้กลายเป็นจุดโทษครั้งที่ 14 ในเกมลีกฤดูกาล 2019/2020 และทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ได้จุดโทษมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก กระนั้นในจำนวน 14 จุดโทษทัพ "ปีศาจแดง" ซัดเข้าไป 10 ประตู พลาด 4 ลูก

    อย่างไรก็ตามหากมองแบบเป็นกลางการได้จุดโทษเยอะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเล่นเกมรุกที่น่ากลัวของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะการเจาะเข้าไปทำประตูในกรอบเขตโทษ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นจุดที่อันตรายของพวกเขาในการก้าวขึ้นมาท้าทาย ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

5. แมนฯ ยูฯ คืนสู่แชมเปี้ยส์ ลีก
    หากมีใครบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะติดท็อปโฟร์ หรือถึงขนาดจบฤดูกาลในอันดับ 3 ช่วงประมาณต้นปี 2020 คงต้องโดนหัวเราะเยาะแน่นอน เพราะฟอร์มการเล่นของ "เร้ด เดวิลส์" ในเวลานั้นบอกแบบตรงๆ ว่าไร้อนาคตสิ้นดี และ สามารถแพ้ได้ทุกทีม

    จะว่าไปแล้วการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นของ โซลชา ให้สมบูรณ์แบบ กอปรกับช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องล็อกดาวน์ ทำให้นักเตะสำคัญอย่าง แรชฟอร์ด และ ปอล ป็อกบา ได้มีเวลาพักรักษาตัวจนกระทั่งร่างกายฟิตสมบูรณ์ และนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ดุดันหลังจากเกมลีกรีสตาร์ท

 

    อย่างไรก็ตาม "น้าลูกอม" มีการบ้านเยอะมากหลังจากนี้ เพราะเขาต้องเสริมทัพเป็นการด่วน เนื่องจากขุมกำลังสำรองที่จะลงมาแทนนักเตะตัวหลัก ยังมีศักยภาพไม่ถึง ยิ่งในซีซั่นหน้าทีมมีโปรแกรมหนักทั้งฟุตบอลในประเทศ และแชมเปี้ยนส์ ลีก หากยังใช้นักเตะชุดนี้คงยากจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

    กระนั้นในตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ควรมีความสุขกับการได้เห็นทีมรักกลับไปโม่เกือกในโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" อีกครั้ง

4ทางเลือกแทน’ปาวาร์’ของเสือใต้

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค ยังมีการบ้านต้องทำสำหรับการลงทำศึกแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนสิงหาคมนี้โดยเฉพาะการเลือกตัวแทนของ แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาชาวฝรั่งเศสที่บาดเจ็บจากการฝึกซ้อม

บาเยิร์น มิวนิค พบข่าวร้ายจากการสูญเสียแบ็กขวาตัวจริง แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ซึ่งบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าซ้ายจากการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและกองหลังวัย 24 ปีจะต้องพักอย่างน้อย 3 สัปดาห์

ปาวาร์ แบ็กขวาดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เขามีส่วนสำคัญต่อการนำทีมยักษ์ใหญ่แคว้นบาวาเรียคว้า ‘ดับเบิ้ลแชมป์’ ซีซั่นที่ผ่านมา หลังการคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 30 ของสโมสร ซึ่งเป็นการฟาดแชมป์ลีกเมืองเบียร์ 8 ปีติดต่อกัน ก่อนสอยแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 20 ด้วย

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ทีมเสือใต้ปล่อยลูกทีมพักหลังเกมชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศของศึก เดเอฟเบ โพคาล เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายราว 2 สัปดาห์ก่อนเรียกระดมพลเตรียมพร้อมสำหรับการลงทำศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ก่อน ฟลิค จะได้รับข่าวร้ายจากการเดี้ยงของ ปาวาร์ หลังแบ็กชาวฝรั่งเศสบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าซ้ายจากการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การบาดเจ็บดังกล่าวทำให้แบ็กวัย 24 ปีต้องพักประมาณ 3 สัปดาห์ นั่นเป็นการบ้านของ ฮันซี่ ฟลิค ที่ต้องหาตัวแทนลงประจำการแบ็กขวาสำหรับการลงทำศึกแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนหน้า

สำหรับการลงเล่นรอบ 16 ทีม นัดสอง ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจสำหรับเทรนเนอร์ทีมเสือใต้มากนัก หลัง บาเยิร์น มิวนิค บุกขย่ม เชลซี ถึงถิ่นมาด้วยสกอร์ 3-0

ทว่าความกังวลน่าจะอยู่ที่การลงเล่นรอบควอเตอร์ไฟนัลมากกว่า เนื่องจากมีแนวโน้มสูงว่าทีมเสือใต้จะเผชิญหน้ากับของแข็งอย่าง บาร์เซโลน่า ถ้าหากฟ้าไม่ผ่ากลาง ‘คัมป์ นู’ จนทำให้ทัพอาซูลกราน่าร่วงตกรอบไปซะก่อนในการลงเล่นกับ นาโปลี รอบ 16 ทีม นัดสอง ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ จากนั้นยักษ์ใหญ่แคว้นกาตาลุนย่าจะไปตามนัดกับทีมเบิ้มจากแคว้นบาวาเรียที่กรุงลิสบอนในวันที่ 14 สิงหาคม

ดังนั้น ฮันซี่ ฟลิค จึงมีเวลาซักซ้อมเตรียมความพร้อมสำหรับเกมสำคัญพอสมควรโดยเฉพาะการเลือกเฟ้นนักเตะที่จะลงเล่นตำแหน่งแบ็กขวาแทน ปาวาร์ ซึ่งเทรนเนอร์วัย 55 ปีมี 4 ตัวเลือกพร้อมใช้งาน ส่วนมีใครกันบ้างไปดูกันครับ

1.โยชัว คิมมิค
 คิมมิค ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตำแหน่งแบ็กขวาและจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับ ฮันซี่ ฟลิค เนื่องจากกองหลังวัย 25 ปีเป็นแบ็กขวาเบอร์หนึ่งของทีมชาติเยอรมันและทัพเสือใต้ ก่อน ฟลิค จะตัดแต่งพันธุกรรมปรับมาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเหมือนกับที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยขยับ ฟิลิปป์ ลาห์ม จากแบ็กขวาสู่มิดฟิลด์ตัวกลางและประสบความสำเร็จด้วยดี

 ชัดเจนว่า คิมมิค คุ้นเคยกับการเล่นตำแหน่งดังกล่าวและเป็นตัวทดแทนที่สมบูรณ์แบบของ ปาวาร์ ในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด หลังแบ็กชาวฝรั่งเศสทำ 4 ประตูและอีกหลายแอสซิสต์จากการลงเล่นฤดูกาลที่ผ่านมา จุดแข็งของ คิมมิค คือการรักษาตำแหน่งดีและยังช่วยเติมเกมรุกทางกราบขวาถึงกรอบเขตโทษคู่แข่งแบบสม่ำเสมอ แรงดีไม่มีตก โดยมีผลงานฐานะกองหลังที่เคยทำถึง 13 แอสซิสต์บนเวทีบุนเดสลีกาซีซั่น 2018-2019

 ดังนั้น คิมมิค จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับ ฮันซี่ ฟลิค โดยเฉพาะแมตช์ดวลกับ บาร์เซโลน่า ที่เกมป้องกันฝั่งขวาของทีมเสือใต้จะต้องมีหน้าที่รับมือกับ ลิโอเนล เมสซี่ ซุปตาร์ของทัพอาซูลกราน่าโดยตรง

ทว่า คิมมิค ถูกปรับบทบาทไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ด้วยการลงเล่นตำแหน่งดังกล่าว 34 จากการลงเล่นทุกรายการซีซั่นล่าสุด 47 เกม แข้งวัย 25 ปียังชื่นชอบกับบทบาทใหม่ด้วยและยังได้พัฒนาความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมทั้ง เลออน โกเร็ตซ์ก้า กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า เป็นอย่างดีด้วย

 อย่างไรก็ตาม ฮันซี่ ฟลิค ไม่ใช่เทรนเนอร์ประเภทที่ชอบปรับหลายตำแหน่งพร้อมกัน ถ้าหากเขาเลือกถอย คิมมิค กลับไปเล่นแบ็กขวา เขาก็ต้องหานักเตะคนอื่นที่จะมาเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อทีม ยกตัวอย่างช่วงที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ บาดเจ็บ เทรนเนอร์ทีมเสือใต้เลือกแก้ปัญหาด้วยการส่ง โยชัว เซิร์คซี่ กองหน้าดาวรุ่งชาวดัตช์ลงเล่นแทนดาวยิงชาวโปล โดยไม่คิดโยก โธมัส มุลเลอร์ หรือ แซร์ช นาบรี้ มาเล่นตำแหน่งของ เลวานดอฟสกี้ เพื่อรักษาความเข้าใจระหว่างนักเตะและระบบขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ

 คิมมิค อาจเป็นผู้เล่นที่พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอีกระดับ กองหลังวัย 25 ปีเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นกว่าเดิมแบบไม่มีข้อสงสัย แต่เขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่เหมาะกับตำแหน่งแบ็กขวาในยุคของ ฮันซี่ ฟลิค

 2.อัลบาโร่ โอดรีโอโซล่า
 บาเยิร์น มิวนิค ดึง โอดรีโอโซล่า มาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นความโชคร้ายของแบ็กขวาชาวสเปนวัย 24 ปีที่ย้ายหนีม้านั่งสำรองในมาดริดมาก้นด้านต่อที่มิวนิค หลังมีโอกาสลงเล่นบุนเดสลีกาแค่ 3 เกม รวมเวลาในสนามเพียง 156 นาทีเท่านั้น

 ‘เราต้องการแบ็คอัพ’ ฮันซี่ ฟลิค เปิดเผยถึงการเซ็นสัญญากับแบ็กชาวสเปนหลังเขาเดินทางมาถึงมิวนิค ‘เขาฝึกซ้อมเป็นอย่างดีและทำทุกอย่างได้ดี มันเป็นเรื่องดีที่จะรู้ว่าคุณมีตัวเลือกและมันเป็นบทบาทที่เขาน้อมรับ เราคุยกันเรื่องนี้ ผมต้องบอกว่าเขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมและมีความเป็นมืออาชีพมาก ดังนั้นผมจึงแฮปปี้กับเขา’

 โอดรีโอโซล่า ก้มหน้ารับบทบาทสำรองของ ปาวาร์ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เรอัล มาดริด โดยมีโอกาสลงสนามเพียง 3 นัดตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นการตอบแทนทัศนคติที่ดีของแบ็กชาวสเปนด้วยการส่งลงเล่นตัวจริงในเกมปิดฤดูกาลนัดที่ 34 กับ โวล์ฟสบวร์ก ทว่าเป็นการลงสนามราวหนึ่งชั่วโมง

‘เขาไม่ได้มีช่วงเวลาที่ง่ายนักในมิวนิค แต่เขามีความมุ่งมั่นอย่างมากในการฝึกซ้อมและเข้าหาทุกอย่างด้วยทัศนคติที่มีความเป็นมืออาชีพมาก’ ฟลิค กล่าวถึงแบ็กขวาชาวสเปน

 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โอดรีโอโซล่า มีคุณภาพฝีเท้าพอที่จะลงทำหน้าที่แทน ปาวาร์ ทว่านักเตะส่วนใหญ่จำเป็นต้องการลงสนาม 2-3 เกม เพื่อค้นหาจังหวะการเล่นของพวกเขา ขณะที่แบ็กวัย 24 ปียังขาดการเล่นในสนามจึงอาจไม่ใช่การเตรียมตัวดีที่สุดสำหรับการแข่งขันรายการสำคัญอย่างแชมเปี้ยนส์ลีกและยังไม่มีนักเตะทีมเสือใต้ลงสนามมาตั้งแต่เกมชิงชนะเลิศของศึก เดเอฟเบ โพคาล กับ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ทีมเสือใต้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดแมตช์อุ่นเครื่องกับ มาร์กเซย ของฝรั่งเศสในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมเพื่อเคาะสนิมแข้งก่อนลงบู๊กับ เชลซี ในช่วงสัปดาห์ถัดไป

3.เยโรม บัวเต็ง
 เวลาในการเล่นไม่เป็นปัญหาสำหรับ บัวเต็ง ในซีซั่น 2019-2020 แม้ว่าเขาจะอายุ 31 ปีและลดระดับความสำคัญจากแนวรับคนสำคัญของ บาเยิร์น มิวนิค ในซีซั่น 2018-2019 ก่อนที่เขาจะพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าหลังการบาดเจ็บหนักจนต้องพักยาวของ นิคลาส ซือเล่ และ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่ง บัวเต็ง กลับมาลงเล่นตัวจริง 23 เกมนำไปสู่การคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกา 8 ปีติดต่อกันสำเร็จ

 บัวเต็ง ยังได้คำรับเสียงชื่นชมจาก ฮันซี่ ฟลิค จากผลงานที่ผ่านมาของกองหลังวัย 31 ปี ‘เขาแสดงให้เห็นว่าสามารถเล่นได้ในระดับสูงและเขายังเล่นได้ดีมาก’

 อย่างไรก็ตามการลงเล่นตลอดซีซั่น 2019-2020 บัวเต็ง ทำหน้าที่ฐานะเซนเตอร์เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากองหลังวัย 31 ปีจะไม่สามารถเล่นตำแหน่งแบ็กขวา หลัง บัวเต็ง เคยเล่นตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 58 เกมตลอดอาชีพของเขา

แน่นอนว่าถ้าเน้นเฉพาะเกมป้องกันคงไม่เป็นปัญหาสำหรับ บัวเต็ง แต่ถ้าหากจะใช้ประโยชน์ในการเติมเกมรุกเหมือนฟูลแบ็กสมัยใหม่ อาจมีเครื่องหมายคำถามสำหรับกองหลังวัย 31 ปี

 สถานะปัจจุบันของ บัวเต็ง คือการเล่นเซนเตอร์คู่กับ ดาวิด อลาบา ซึ่งเป็นปราการหลังตัวกลางคู่แรกในใจของ ฮันซี่ ฟลิค กรณีที่ นิคลาส ซือเล่ ยังไม่พร้อมสำหรับการลงเล่นเต็ม 90 นาที อีกทั้ง บัวเต็ง ที่มีส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้วยังไม่เหมาะกับการเล่นด้านข้างด้วย ดังนั้นการขยับกองหลังวัย 31 ปีมาเล่นแบ็กขวาแทน ปาวาร์ น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของเทรนเนอร์วัย 55 ปี

4.คริส ริชาร์ดส์
 เด็กหนุ่มวัย 20 ปีเป็นกองหนุนที่ยอดเยี่ยมของ บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงซีซั่นที่ผ่านมา แม้บทบาทส่วนใหญ่คือการลงเล่นกับ บาเยิร์น สมัครเล่น ในฤดูกาล 2019-2020 ก็ตาม เขาลงเล่น 30 เกมและมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ ลีกาสาม เยอรมัน ซึ่งกองหลังดาวรุ่งชาวมะกันลงเล่นเป็นเซนเตอร์ส่วนใหญ่ แต่ถูกขยับมาเล่นแบ็กขวา 12 เกม

 ฮันซี่ ฟลิค ชื่นชอบเด็กคนนี้มาก โดยเรียก ริชาร์ดส์ เป็น 1 ใน 5 นักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่นั้น เทรนเนอร์วัย 55 ปี ยังส่งชื่อแนวรับวัย 20 ปีติดโผชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมเยือน แวร์เดอร์ เบรเมน นัดที่ 32 ของซีซั่น แต่เขาเป็นผู้เล่นสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม ก่อนทีมเสือใต้จะบุกคว้าชัยด้วยสกอร์ 1-0

วันที่เด็กหนุ่มจาก แอลาบาม่า รอคอยมาถึงในอีก 3 วันต่อมาหลัง ฮันซี่ ฟลิค ส่งลงสนามแทน ฆาบี มาร์ตีเนซ ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 นัดที่ 33 ของฤดูกาล

 ‘นับตั้งแต่พวกเขาลงฝึกซ้อมกับเรา คุณภาพพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ ฟลิค พูดถึงเด็กๆ ‘(จามาล) มูเซียล่า และ ริชาร์ดส์ ทั้งคู่ต่างอยู่บนเส้นทางที่ดีมาก ดังนั้นเราจึงให้รางวัลพวกเขาสำหรับการเป็นผู้เล่นสำรองให้พวกเขามีโอกาสเห็นว่าบุนเดสลีกาเป็นอย่างไร พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขายังมีหนทางอีกยาวไกลและยังต้องทำงานอีกมา ก่อนที่พวกเขาจะสามารถเล่นกับ บาเยิร์น มิวนิค’

จากบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แสดงความชัดเจนว่า คริส ริชาร์ดส์ ยังไม่พร้อมสำหรับการก้าวขึ้นมาท้าทายเพื่อเป็นตัวแทนของ ปาวาร์ ในตอนนี้ แต่กองหลังวัย 20 ปีน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันทีมเสือใต้ในอนาคตแน่นอน

 ดังนั้นจาก 4 ตัวเลือกข้างต้นของ ฮันซี่ ฟลิค ถ้าพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งข้อดี, ข้อเสีย บวกกับแนวทางการทำงานของเทรนเนอร์วัย 55 ปี คาดว่า อัลบาโร่ โอดรีโอโซล่า มีโอกาสลงทำหน้าที่แทน แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ มากกว่า 3 คนที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับแบ็กชาวสเปนว่าจะฉวยโอกาสได้ดีเพียงใดเท่านั้น

ลินการ์ดขโมยซีนทดเจ็บ! แมนยูมีเฮงบุกอัดเลสเตอร์10ตัว จบที่3ตีตั๋วลุยชปล.

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเก็บชัยเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือผู้เล่น 10 คนช่วงท้ายเกม ด้วยสกอร์ 2-0 ทั้งที่รูปเกมเป็นรอง โดยได้ประตูจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาซัดปิดกล่องช่วงทดเจ็บ ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

    ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 เป็นการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาล แข่งขันพร้อมกัน 10 คู่ 10 สนาม โดยคู่ที่น่าสนใจอยู่ที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าถิ่นทีมอันดับ 5 เปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 3 ของตารางโดยเกมนี้เป็นการเดิมพันโควต้าลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอก พาทีมแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุดโดยสัปดาห์ก่อนโดน สเปอร์ส สอยไป 3-0 ที่ ลอนดอน นี่คือนัดสำคัญสุดยอด ซึ่ง เลสเตอร์ ต้องการชัยชนะเพื่อจะการันตีการติดอันดับท็อปโฟร์ของพวกเขา เกมนี้ขาดผู้เล่นตัวหลักหลายรายโดยฝากความหวังไว้ที่สองกองหน้าอย่าง คิเลชี่ อิเฮนาโช่ และ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ ปีศาจแดง พาทีมไม่ชนะ 2 เกมติดต่อกัน โดยแพ้ เชลซี 1-3 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก ตามด้วยการไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ในบ้านตัวเองนัดล่าสุด เกมนี้ขุนผู้เล่นชุดดีที่สุดลงสนามเช่นเคยแนวรุกนำมาโดย  เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    เปิดฉากครึ่งแรกมา แมนยู เดินหน้าบุกเข้าใส่ทันที ส่วน เลสเตอร์ หวังใช้โอกาสโต้กลับและมาเรียกใบเหลืองแรกได้ก่อนเมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ตามขึ้นมาพุ่งสกัดใส่ เคเลชี่ อิเฮนาโช่ บริเวณกลางสนามโดนใบเหลืองตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรก

    จากนั้น เลสเตอร์ เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้มีโอกาสขึงบุกใส่อยู่พักใหญ่ และได้โอกาสใกล้เคียงที่จะขึ้นนำ ใน นาที 14 จากจังหวะที่ เนมันย่า มาติช พลาดเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ได้ซัดบอลพุ่งเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    เจ้าถิ่นได้ลุ้นต่อเนื่องใน นาที 17 ลุค โธมัส ได้ครอสจากริมเส้นฝั่งซ้ายบอลเลยมาถึง มาร์ค อัลไบรท์ตัน เก็บตกได้ที่เสาไกลก่อนจะหวดด้วยขวาแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ทีม "จิ้งจอก" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 25 เคเลชี่ อิเฮนาโช่ ได้โซโล่มาคนเดียวจากกลางสนาม ก่อนจะตัดสินใจยิงเองบริเวณหัวกระโหลกแต่โดนไม่เต็ม แต่ ดาบิด เดเคอา กลับโชว์ลูกหวาดเสียวพุ่งรับง่ายๆไม่อยู่บอลกระเฉาะออกมา เจมี่ วาร์ดี้ พยายามตามเข้ามาซ้ำแต่ถูกจับล้ำหน้าไปก่อน

    จากนั้น นาที 33 แมนยู เกือบที่จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนเมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หลุดไปยิงส่งบอลตุงตาข่ายไปแล้วแต่ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

    นาทีถัดมา เลสเตอร์ ได้สวนกลับมาทันควันเกือบขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ ยูริ ตีเลอมันส์ ได้วางเท้ายิงเล่นทางในเขตโทษบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    ท้ายครึ่งแรก นาที 42 แมนยู ได้โอกาสจบสกอร์แบบจะแจ้งสุดๆ มาคัส แรชฟอร์ด ได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

    ครึ่งหลังเกมกลายเป็นของ เลสเตอร์ ที่ได้ขึงบุกใส่ได้มากกว่า นาที 63 เจมี่ วาร์ดี้ เก็บตกจากจังหวะฟรีคิกที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งสกัดออกมาไม่ขาดฮวดสวนไปตูมเดียวบอลเหินข้ามคานออกไป

    อย่างไรก็ตาม แมนยู ที่เกมเป็นรองกลับได้จุดโทษจากจังหวะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเดี่ยวแล้ว เวส มอร์แกน และ จอนนี่ อีแวนส์ พุ่งเสียบสกัดจากด้านหลังไม่โดนบอลผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ แมนยู ขึ้นนำ 1-0

    นาที 75 เลสเตอร์ หวิดตามตีเสมอ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ตัวสำรองกลับตัวซัดด้วยซ้ายระยะไม่กี่หลาแต่บอลไม่มีน้ำหนักเข้ามือ เด เคอา รับสบาย

    จากนั้น เลสเตอร์ กระหน่ำบุกใส่อย่างหนัก และเกือบตามตีเสมอ ใน นาที 83 เมื่อ เดเมอไร เกรย์ ลากตัดเข้าในแล้วกดด้วยซ้ายบอลไปแฉลบแนวรับ แมนยู ออกหลังไปนิดเดียว

    สถานการณ์ของ เลสเตอร์ ย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อ จอนนี่ อีแวนส์ โดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม ในช่วงทดเจ็บ นาที 90+4

    แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 90+8 แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล พยายามเลี้ยงหลบ เจสซี่ ลินการ์ด นอกเขตโทษ แต่พลาดโดนมิดฟิลด์ชาวอังกฤษฉกเข้าไปยิงง่ายๆให้ แมนยู นำ 2-0

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน (เดเมอไร เกรย์ น.73), วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์ (ฮาร์วีย์ บาร์นส์ น.73), ฮัมซ่า เชาฮ์รี่ (ดาเนียล ปราท น.73), ลุค โธมัส – เคเลชี่ อิเฮนาโช่ (อโยเซ่ เปเรซ น.58), เจมี่ วาร์ดี้

แมนฯยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด (เจสซี่ ลินการ์ด น.77), บรูโน่ แฟร์นันด์ส (สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ น.86), มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

แฟนผีเตรียมเฮ!ดอร์ทมุนด์ตกลงขาย “ซานโช” ให้แมนยูแล้ว

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขยิบใกล้เข้าไปทุกทีแล้ว สำหรับการคว้าตัว เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หลังล่าสุดมีข่าว "เสือเหลือง" ตกลงขายให้เรียบร้อย ด้วยค่าตัวเบื้องต้นมากกว่า 2,000 ล้านบาท

     โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรดังในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้ตกลงขาย เจดอน ซานโช ปีกตัวเก่งของทีม ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เรียบร้อย ที่ค่าตัวเบื้องต้น 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,400 ล้านบาท) ตามรายงานจาก ดิ อินดีเพนเดนท์ สื่อชั้นนำเมืองผู้ดี เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     เป็นที่ทราบกันดีว่า ดอร์ทมุนด์ ตั้งค่าหัว ซานโช ไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) และไม่มีทีท่าที่จะยอมหั่นราคาลง ทว่าล่าสุด ดิ อินดีเพนเดนท์ ระบุว่า "เสือเหลือง" เริ่มใจอ่อน โดยตกลงปล่อย ดาวเตะทีมชาติอังกฤษวัย 20 ปี ให้ "ปีศาจแดง" เรียบร้อย ที่ราคาขั้นต้น 60 ล้านปอนด์ ส่วนที่เหลือนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จะค่อยๆ ทยอยจ่ายจนครบในภายหลังตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ 

     ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ดอร์ทมุนด์ ต่างต้องการให้ได้บทสรุปดีลนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "เสือเหลือง" ที่มีคิวกลับมาซ้อมในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมตัวสู้ศึกฤดูกาล 2020/21 และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีข่าวว่า พวกเขาเริ่มมองหาแข้งใหม่ที่จะเข้ามาแทน ซานโช แล้ว โดยล็อกเป้าไปที่ เมมฟิส เดอปาย กองหน้าชาวดัตช์ของ โอลิมปิก ลียง

กัปตันจอมอึด! สถิติน่าทึ่ง “แม็กไกวร์” กับแมนยูซีซั่นนี้ ทาบตำนาน25ปีก่อน

เปิดสถิติ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการทีมหลังค่าตัวแพงสุดในโลก ลงสนามรับใช้ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีกครบทุกนาทีในฤดูกาลที่เพิ่งจบลง
     แม็กไกวร์ ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ด้วยค่าตัวสุดแพงราว 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,200 ล้านบาท) และหลังลุยครบ 90 นาทีเต็มในเกมบุกชนะทีมเก่า 2-0 ถึง คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม พร้อมคว้าอันดับสามและตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันปิดซีซั่น เท่ากับว่า ปราการหลังจอมแกร่งลงสนามให้ "ปีศาจแดง" ครบทุกนาทีในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้

    ทั้งนี้ แม็กไกวร์ ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ด นับเป็นผู้เล่นคนแรกของ "เร้ด อาร์มี่" นับตั้งแต่ แกรี่ พัลลิสเตอร์ ที่เล่นเกมลีกครบทุกนาทีในหนึ่งฤดูกาล ซึ่ง "พัลลี่" ทำสถิติไว้เมื่อฤดูกาล 1994/95

เผื่อแห้วซานโช่!แมนยูถกบาเยิร์นหวังยืมโกมันใช้งาน

ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อก้อง ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังคุยกับ บาเยิร์น ถึงการขอดึง คิงส์เล่ย์ โกมัน มาใช้งาน โดยอาจจะเป็นในสัญญายืมตัว และว่ากันว่า โกมัน สนใจที่จะมาเล่นกับ "ปีศาจแดง" ด้วย

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเจรจากับ บาเยิร์น มิวนิค ถึงความเป็นไปได้ที่จะคว้าตัว คิงส์เล่ย์ โกมัน ปีกชาวฝรั่งเศสมาร่วมทัพ โดยอาจจะเป็นในรูปแบบยืมตัว ตามรายงานของ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชั้นนำ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวมาโดยตลอดว่ากำหนดให้ตำแหน่งปีกเป็นหนึ่งในตำแหน่งหลักที่ต้องทำการเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่ง เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็เป็นเป้าหมายเบอร์ 1 สำหรับเรื่องนั้น

    อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้ ซานโช่ มาร่วมทัพก็ถือว่ายากพอตัว เพราะเขาเป็นกำลังหลักของ ดอร์ทมุนด์ แถม "เสือเหลือง" ยังต้องการเงินอย่างน้อย 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของเขาด้วย ทำให้ที่ผ่านมามีรายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มองหาทางเลือกสำรองเอาไว้เหมือนกัน อย่างเช่น อิสไมล่า ซาร์ ดาวเตะ วัตฟอร์ด เป็นต้น

    ดิ แอธลติก เสริมว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ตามดูฟอร์มของ โกมัน มาพักหนึ่งแล้ว และมองว่าเขาจะเข้ากับสไตล์การเล่นของทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบจากการที่เจ้าตัวขึ้นเกมได้รวดเร็ว และว่ากันว่าแข้งวัย 24 ปี สนใจที่จะย้ายมาเล่นกับทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เหมือนกัน

    ทั้งนี้ มีการคาดกันด้วยว่าในฤดูกาลหน้า โกมัน จะได้ลงเล่นกับ บาเยิร์น น้อยลง หลังจากที่ทีมของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค คว้าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เป็นที่เรียบร้อย

อตาลันต้าต้องมีแต้มเพื่อลุ้นแย้งแชมป์ยูเว่,มิลานกำลังคึก “ซลาตัน” นำกระซวก

อตาลันต้า รองฝูงอย่างน้อยต้องมีแต้มติดมือไว้ก่อนเพื่อโอกาสลุ้นเบียดแย้งแชมป์กับ ยูเวนตุส หัวตารางคะแนน โดยเตรียมบุกเยือนถิ่น "ปีศาจแดง-ดำ" เอซี มิลาน ที่ฟอร์มสุดร้อนแรงมี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นำล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี    ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 (เวลา : 02.45 น.)

ปรีวิวฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563
เอซี มิลาน (6)   –   อตาลันต้า (2)
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 (เวลา : 02.45 น.)

สนาม : จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า

    ทีม ”รอสโซเนรี่” ตั้งแต่รีสตาร์ตกลับมา 10 นัดทุกรายการพวกเขายังไม่แพ้ใคร ล่าสุดบุกไปชนะ ซาสซูโอโล่ 2-1 ทำให้พวกเขาการันตีโควตายูโรปา ลีก แล้ว

    สภาพทีมในเกมนี้ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ เทรนเนอร์ เอซี มิลาน จะยังไม่มี มาเตโอ มูซัคคิโอ, อันเดรีย คอนติ และ ซามู กาสตีเยโฆ ที่มีอาการบาดเจ็บรวมถึงล่าสุด  อเลสซิโอ โรมันโยลี่ ปิดเทอมยาวไปอีกคนหลังจากเดี้ยงนัดที่แล้ว นอกจากนี้ไม่มี เตโอ แอร์กน็องเดซ และ อิสมาแอล เบนนาแซร์ 2 ตัวหลักติดโทษแบนด้วย

    แนวรับเกมนี้ปรับเยอะเลย ซิม่อน เคียร์ จับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟกับ มัตเตโอ แก็บเบีย กองหลังดาวรุ่ง ขนาบข้างด้วย ดาวิเด้ คาลาเบรีย และ ดีเอโก้ ลาซัลต์

    ฟร้องค์ เกสซีเย่ เป็นมิดฟิลด์คู่กลางกับ ลูกัส บีย่า โดยวาง อเล็กซิส ซาเลมาเกอร์ส, ฮาคาน ชาลาโนกลู และ อันเต้ เรบิช ทำเกมรุกอยู่ข้างหลัง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าตัวความหวังที่เพิ่งเบิ้ล 2 ลูกเกมล่าสุด

    ทีม ”เนรัซซูรี่” เกมล่าสุดเปิดบ้านชนะ โบโลญญ่า 1-0 ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกมา 15 เกมติดต่อกันการันตีตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลหน้าแล้ว

    สภาพทีมในเกมนี้ จานปิเอโร่ กัสเปรินี่ เทรนเนอร์ อตาลันต้า จะไม่มี โยซิป อิลิซิช ตัวรุกทีมชาติสโลวีเนียที่มีอาการบาดเจ็บเพียงรายเดียว รวมไปถึง ฮานส์ ฮาเตบัวร์ ติดโทษแบน

    แผงหลัง 3 คนจะให้ โฮเซ่ ปาโลมิโน่ ประจำการร่วมกับ ราฟาเอล โตลอย และ เบรัต จิมซิติ

    ปาซาลิช ยืนมิดฟิลด์คู่กลางกับ มาร์เท่น เดอ รอน วิงแบ็กเลือก ทิโมธี คาสตาเย่ และ โรบิน โกเซ่นส์ แนวรุกปรับให้ หลุยส์ มูเรียล ลงตัวจริงโดยจับคู่กับ ดูวาน ซาปาต้า

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เอซี มิลาน (4-2-3-1) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดาวิเด้ คาลาเบรีบ, ซิม่อน เคียร์, มัตเตโอ แก็บเบีย, ดีเอโก้ ลาซัลต์ – ฟร้องค์ เกสซีเย่, ลูกัส บีย่า – อเล็กซิส ซาเลมาเกอร์ส, ฮาคาน ชาลาโนกลู, อันเต้ เรบิช – ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

    อตาลันต้า (3-4-1-2) : ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่-ราฟาเอล โตลอย, โฮเซ่ ปาโลมิโน่, เบรัต จิมซิติ-ทิโมธี คาสตาเย่, มาร์เท่น เดอ รอน, มาริโอ ปาซาลิช, โรบิน โกเซ่นส์-อเลฮานโดร โกเมซ-หลุยส์ มูเรียล, ดูวาน ซาปาต้า

ผลการพบกันที่ผ่านมา
วัน/เดือน/ปี  รายการ  ผลการแข่งขัน
22/12/19  เซเรีย อา อตาลันต้า 5-0 เอซี มิลาน
17/02/19  เซเรีย อา อตาลันต้า 1-3 เอซี มิลาน
23/09/18  เซเรีย อา เอซี มิลาน 2-2 อตาลันต้า
13/05/18  เซเรีย อา อตาลันต้า 1-1 เอซี มิลาน
24/12/17  เซเรีย อา เอซี มิลาน 0-2 อตาลันต้า

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เอซี มิลาน
22/07/20 ชนะ ซาสซูโอโล่ 2-1 (เยือน) เซเรีย อา
19/07/20 ชนะ โบโลญญ่า 5-1 (เหย้า) เซเรีย อา
16/07/20 ชนะ ปาร์ม่า 3-1 (เหย้า) เซเรีย อา
13/07/20 เสมอ นาโปลี 2-2 (เยือน) เซเรีย อา
08/07/20 ชนะ ยูเวนตุส 4-2 (เหย้า) เซเรีย อา

อตาลันต้า
22/07/20 ชนะ โบโลญญ่า 1-0 (เหย้า) เซเรีย อา
18/07/20 เสมอ เวโรน่า 1-1 (เยือน) เซเรีย อา
15/07/20 ชนะ เบรสชา 6-2 (เหย้า) เซเรีย อา
12/07/20 เสมอ ยูเวนตุส 2-2 (เยือน) เซเรีย อา
09/07/20 ชนะ ซามพ์โดเรีย 2-0 (เหย้า) เซเรีย อา

5ตัวเลือกน่าสนใจลิเวอร์พูลดึงทดแทนลอฟเรน

เปิด 5 ตัวเลือกน่าสนใจที่ ลิเวอร์พูล ควรดึงมาทดแทน เดยัน ลอฟเรน หลังเจ้าตัวอำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปค้าแข้งในลีกรัสเซีย กับ เซนิตฯ เรียบร้อย
    เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังชาวโครเอเชีย อำลา ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปเล่นให้กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังของรัสเซีย เรียบร้อยจากการประกาศของเว็บไซด์ลิเวอร์พูล

    เวลานี้ ลอฟเรน กลายเป็นตัวเลือกอันดับท้ายๆ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่อจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ไปแล้ว หลังเจ้าตัวย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2014 และลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 185 นัด ทำได้ 8 ประตู 

    หาก ลอฟเรน วัย 31 ปี อำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปแล้วล่ะก็ "หงส์แดง" คงต้องหาเซนเตอร์แบ็กมาเสริมทัพ และนี่คือ 5 ตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยพิจารณาจากค่าตัวที่ไม่แพง หรือมาจากสโมสรเอง

    1. เบน ไวท์ (ไบรท์ตัน)

    ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าวตามให้ความสนใจ ไวท์ วัย 22 ปี มาได้สักระยะแล้ว และอาจเดินหน้าดึงมาเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ โดยค่าตัวน่าจะอยู่ในหลัก 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท)

    ไวท์ ไปเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด แบบยืมตัวในฤดูกาลนี้ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ "ยูงทอง" เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้า

    กองหลังชาวเมืองผู้ดี ลงเล่นใน แชมเปี้ยนชิพ ไป 46 นัด ทำได้ 1 ประตู และอยู่ในสนามทุกนาที โดยนอกจากเป็นเซนเตอร์แบ็กแล้วนั้น ยังสามารถขยับไปเล่นแบ็กขวาและกองกลางตัวรับได้อีกด้วย

    2. มาล็อง ซาร์ (ไร้สังกัด)

    กองหลังชาวฝรั่งเศส วัย 21 ปี กำลังเป็นนักเตะไร้สังกัด หลังเพิ่งหมดสัญญากับ นีซ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้สามารถย้ายไปอยู่กับทีมไหนก็ได้แบบไม่มีค่าตัว

    ในเวลานี้มีทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ อาร์เซน่อล เล็งดึง ซาร์ ไปเสริมทัพ เพราะมีดีกรียอดเยี่ยมติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดเด็กมาแล้วแทบทุกรุ่นตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 16 ปี จนมาถึง 21 ปี

    ซาร์ มีค่าเฉลี่ยตัดบอลได้ 1.9 ครั้งต่อเกม และผ่านบอลแม่นยำ 90.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเข้ากับแนวทางการเล่นของ คล็อปป์ แถมยังฟรีด้วย ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

    3. เซปป์ ฟาน เดน แบร์ก (ลิเวอร์พูล)

    "หงส์แดง" คว้า เซปป์ ฟาน เดน แบร์ก ปราการหลังดาวรุ่งชาวฮอลแลนด์ วัย 18 ปี มาจาก พีอีซี ซโวลล์ เมื่อปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 1.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 52 ล้านบาท)

    ฟาน เดน แบร์ก ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหลังอนาคตไกล เพราะเล่นลูกกลางอากาศได้เยี่ยม, มีความเร็ว และผ่านบอลดี

    ในฤดูกาลนี้ ฟาน เดน แบร์ก ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล 4 เกมในฟุตบอลถ้วย และทำผลงานเข้าตา คล็อปป์ ส่งผลให้ซีซั่นหน้าคงจะได้โอกาสมากขึ้น

    4. คี-ยาน่า ฮูแฟร์ (ลิเวอร์พูล)

    ฮูแฟร์ วัย 18 ปี ซึ่งเกิดที่นครอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ และมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปี 2018 สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก และแบ็กขวา

    กองหลังดัตช์ เล่นให้ "หงส์แดง" นัดแรกในเกม เอฟเอ คัพ ที่พบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เมื่อฤดูกาล 2018/19 ก่อนทำประตูแรกให้กับชุดใหญ่ได้ในเกมชนะ มิลตัน คีย์น ดอนส์ 2-0 ถ้วย คาราบาว คัพ ช่วงต้นฤดูกาล

    หาก ลิเวอร์พูล ไม่ต้องการทุ่มเงินไปกับการซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่ล่ะก็ เจ้าหนู ฮูแฟร์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

    5. ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล)

    ฟาบินโญ่ เคยเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กมาแล้ว และทำผลงานได้ดีด้วย ทำให้ถ้า ลอฟเรน ย้ายออกไปก็มีโอกาสที่ คล็อปป์ จะถอยกองกลางบราซิเลียน มาเล่นเป็นกองหลัง

    นอกจากนั้น ถ้า ลิเวอร์พูล ได้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทีมก็จะทำให้แผงกองกลางมีตัวเลือกมากมาย และ คล็อปป์ ก็สามารถถอย ฟาบินโญ่ มายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กในสถานการณ์ที่จำเป็น

    ฟาบินโญ่ เชี่ยวชาญในเรื่องการเล่นเกมรับ โดยมีสถิติเข้าสกัด 2.3 ครั้งต่อเกม และชนะลูกดวลกลางอากาศ 60 เปอร์เซ็นต์ในฤดูกาล 2019/20 ทำให้ไม่มีปัญหาถ้าต้องมาเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก

สถิติชี้! “บรูโน่” แข้งย้ายช่วงปีใหม่ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

สื่อต่างประเทศ ยกให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกส เป็นการเซ็นสัญญาช่วงปีใหม่ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก พร้อมยกสถิตและผลงานมาประกอบให้เห็นชัดเจน
      บลีชเชอร์ รีพอร์ท เว็บดังระบุว่า บรูโน่ คือแข้งที่ย้ายทีมในตลาดหน้าหนาวและทำผลงานได้สุดยอดที่สุด โดยดาวเตะที่โยกมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ด้วยสนนราว 47 ล้านปอนด์ (ราว 1,880 ล้านบาท) เมื่อต้นปี แทบไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับทีมใหม่เลย ซึ่งนับตั้งแต่เขาประเดิมสนามในชุด "ปีศาจแดง" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้เลยในลีก 14 เกม ชนะถึง 9 และเสมอ 5 ไม่เสียประตูถึง 9 นัด กระทั่งสามารถคว้าอันดับสามพร้อมตั๋วไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

     ทั้งนี้ ผลงานส่วนตัวของ บรูโน่ ในยูนิฟอร์ม "เร้ด อาร์มี่" คือการทำไปถึง 8 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ และยังไม่แพ้เลยในพรีเมียร์ลีก ถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดเหนือนักเตะคนใดในช่วงเวลาเดียวกันของการแข่งขันรายการนี้