ไขข้อข้องใจทำไมลิเวอร์พูลเสียจุดโทษเกมกับเชฟฯยูไนเต็ด

กลายเป็นประเด็นร้อนระหว่าง วีเออาร์ กับ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง หลังเมื่อสัปดาห์ก่อน ‘หงส์แดง’ เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน และนัดล่าสุดกับลูกจุดโทษที่ ‘หงส์แดง’ เสียให้แก่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็ทำให้แฟนบอลหลายคนสงสัยว่าจังหวะที่ ฟาบินโญ่ เข้าสกัด โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ สมควรเป็นจุดโทษจริงๆ หรือ?
    จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม โดยแรกเริ่ม ฟาบินโญ่ สกัดบอลไม่ดีไปติดตัว จอห์น ลุนด์สแตรม มิดฟิลด์ของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วบอลมาเข้าทางของ โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ ก่อนที่ดาวเตะแซมบ้าของ ลิเวอร์พูล เข้าสกัดบอลจังหวะสองจากทางด้านหลังตรงบริเวณเส้นกรอบเขตโทษ

    ซึ่งทันใดนั้น ไมค์ ดีน ผู้ทำหน้าที่ชี้ขาดในเกมนี้ เป่าเป็นลูกฟาวล์ของ ฟาบินโญ่ และให้เป็นฟรีคิกแก่ ทีมดาบคู่ อย่างไรก็ตาม วีเออาร์ ที่ควบคุมโดย อันเดร มาร์ริเนอร์ นำจังหวะนี้มาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง และส่งสัญญาณบอก ดีน ว่าช็อตนี้เป็นจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วก็เป็น ซานเดอร์ เบิร์ก สังหารไม่พลาดพาทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะตามตีเสมอ 1-1 จาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ในช่วงท้ายครึ่งแรก และมาได้ประตูชัยจากลูกโขกของ ดีโอโก้ โชต้า ในช่วงครึ่งหลัง

    อย่างไรก็ดี การทำหน้าที่ของ วีเออาร์ เกิดเป็นคำถามของแฟนบอลหลายคนที่มองว่า เทคโนโลยีตัวช่วยการตัดสินนี้เกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ และเมื่อกางกฎกติกาออกมาแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าจังหวะนี้สมควรแก่เป็นลูกจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด เนื่องจากเป็นการฟาวล์บนเส้นกรอบเขตโทษ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบเขตโทษ ฉะนั้นต่อให้ไม่ได้ทำฟาวล์ข้างในกรอบ แต่หากเกิดขึ้นตรงเส้นเขตโทษ ก็จะกลายเป็นลูกจุดโทษทันที

    แล้วทีนี้ ข้อสงสัยอีกหนึ่งอย่างคือมันสมควรเป็นลูกฟาวล์หรือไม่ เพราะจะเห็นว่า ฟาบินโญ่ ก็เข้าสกัดโดนลูกฟุตบอล ซึ่งในจุดนี้เอง วีเออาร์ ไม่ได้เช็กได้ว่าเป็นการฟาวล์หรือไม่ เพราะยืนยันตามที่กรรมการตัดสินแล้วว่าเป็นลูกฟาวล์ จึงทำให้ วีเออาร์ ทำหน้าที่เช็กเพียงว่าการฟาวล์นี้เกิดขึ้นในเขตโทษ หรือว่านอกเขตโทษเท่านั้น

จบกันไม่ได้เอง!โซลชาแอบเสียดายแมนยูแค่เจ๊าเชลซี

 

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกเสียดายเล็กๆ ที่ "ปีศาจแดง" ทำได้แค่เปิดบ้านเจ๊า เชลซี 0-0 เชื่อทั้งสองทีมต่างล้ามาจากเกมยุโรป
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า ทีมตนสร้างโอกาสทำประตูได้มากพอที่จะเป็นฝ่ายชนะ หลัง "ปีศาจแดง" ทำได้แค่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เชลซี 0-0 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดบิ๊กแมตช์ เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     เกมนี้ไม่มีการทำประตูเกิดขึ้น แต่เป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีโอกาสได้ลุ้นมากกว่า แถมเป็นโอกาสสวยๆ ถึง 2-3 หนด้วย ทว่าไม่สามารถส่งบอลผ่านมือ เอดูอาร์ เมนดี้ นายทวารจอมหนึบของ เชลซี ได้ โดยเฉพาะจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ยิงเน้นๆ ช่วงท้ายเกม

     "ทั้งสองทีมต่างเพิ่งลงเตะเกมยุโรปมา และผมก็คิดว่า มันส่งผลให้เห็นบ้างเล็กน้อยกับการเล่นทั้งสองทีมช่วงครึ่งแรก ช่วงครึ่งหลังเราพยายามกันอย่างหนัก ซึ่งถ้าหากมีแฟนบอลเต็มอัฒจันทร์ฝั่ง สเตรทฟอร์ด เอนด์ ล่ะก็ เราคงจะทำประตูได้ไปแล้ว เพราะเราสร้างโอกาสได้หลายครั้ง ซึ่งอาจจะมากพอที่จะเป็นฝ่ายชนะด้วย ส่วนเกมรับก็เล่นกันได้ดี ถือเป็นสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา กับผลงานชนะสอง และเสมอหนึ่ง" โซลชา กล่าวหลังเกม

     ผลเจ๊าจากเกมนี้ทำให้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเพิ่มเป็น 7 แต้ม จากการลงแข่ง 5 นัด รั้งอันดับ 15 ส่วน เชลซี อยู่ที่หก มี 9 แต้ม จาก 6 นัด

เลสเตอร์เช็กฟิต “วาร์ดี้”,อาร์เซน่อลส่ง “ปาร์เตย์” ตัวจริงหนุน “โอบาเมย็อง”โป้ง

"จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องลุ้น เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงตัวเก่งฟิตสมบูรณ์ทันลงช่วยทีมล่าตาข่ายเกมเยือนถิ่น "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่คาดว่าจะส่ง โธมัส ปาร์เตย์ ลงตัวจริงป้อน ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ปิดสกอร์ ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 02.15 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563
อาร์เซน่อล   –   เลสเตอร์ ซิตี้
ถ่ายทอดสด : True Premier HD1   (เวลา : 02.15 น.)

สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

อาร์เซน่อล :

    เจ้าบ้านปืนใหญ่ภายใต้การคุมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า ผลงานนัดล่าสุดบุกชนะ ราปิด เวียนนา 2-1 ในศึกยูโรปา ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ และในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน แพ้ แมนฯซิตี้ 0-1

    ความพร้อมในเกมนี้ ต้องรอเช็กความฟิตของ วิลเลี่ยน และ ดานี่ เซบายอส ซึ่งมีอาการบาดเจ็บติดตัวเล็กน้อย แค่คาดว่าจะฟิตทันเกมวันนี้ และได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ส่วน

    ร็อบ โฮลดิ้ง กองหลังที่เจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ยังไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ ยังต้องนั่งอยู่ข้างสนามต่อไป

    คาดว่า มิเกล อาร์เตต้า จะมาในระบบ 4-3-3 นำโดย กัปตันทีม ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง, ดาวิด ลุยซ์, วิลเลี่ยน, ดานี่ เซบายอส และ โธมัส ปาร์เตย์ นักเตะใหม่มีโอกาสได้เล่นตัวจริงเป็นเกมแรกด้วย

เลสเตอร์ ซิตี้ :

    ด้านทีมเยือน เลสเตอร์ ของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาทีมแพ้ในลีกมา 2 นัดติดต่อกัน แต่นัดล่าสุดลงเล่นในศึกยูโรปา ลีก เมื่อกลางสัปดาห์เอาชนะ ซอร์ย่า ได้ 3-0

    โดยเกมนี้ทีมจะไม่มี  ริคาร์โด้ เปเรยร่า, คักลาร์ โซยุนชู, แดเนียล อามาร์ตีย์ และ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ บาดเจ็บอยู่ทั้งหมด แต่ในรายของ เจมี่ วาร์ดี้ ศูนย์หน้าตัวเก่งที่บาดเจ็บที่น่องและพลาดการลงสนามมา 3 นัดหลังสุด นัดนี้ต้องรอเช็กความฟิต แต่คาดว่าจะฟิตและลงช่วยทีมได้

    การจัดทัพ ทีมเยือนน่าจะมาในระบบเก่ง 4-1-4-1 โดยมี เวสลี่ย์ โฟฟาน่า กับ จอนนี่ อีแวนส์ เป็นคู่เซนเตอร์แบ็ก ด้านแบ็กขวา-ซ้ายใช้ทาง ทิโมธี กาสตานเญ่ กับทาง เจมส์ จัสติน แดนกลางมี น็อมปาลิส เมนดี้ เป็นตัวตัดเกม ด้านตัวทำเกมสองคน เป็น ยูริ ตีเลอมันส์ กับทาง เจมส์ แมดดิสัน ส่วนฝั่งริมเส้นขวาซ้าย ใช้งาน อาโยเซ่ เปเรซ กับทาง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และ กองหน้าตัวเป้า เป็น เจมี่ วาร์ดี้ ที่กลับมาลงเล่นให้กับทีมได้

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    อาร์เซน่อล (4-3-3) : แบรนด์ เลโน่ – เอ็คตอร์ เบเยริน, ดาวิด ลุยซ์, กาเบรียล มากัลเญส, คีแรน เทียร์นี่ย์ – ดานี่ เซบายอส, โธมัส ปาร์เตย์, กรานิต ชาคา – นิโกล่าส์ เปเป้, วิลเลี่ยน, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

    เลสเตอร์ ซิตี้ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ทิโมธี กาสตานเญ่, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, เจมส์ จัสติน – น็อมปาลิส เมนดี้ – อาโยเซ่ เปเรซ, ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้ (เคเลชี่ อิเฮียนาโช่)
    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    ผู้ตัดสิน : เคร็ก เพาสัน

ลิเวอร์พูลเฮ “ติอาโก้” คืนทัพ! “ซาลาห์-มาเน่” นำตะบันเชฟยูส่งบรูว์สเตอร์ลุ้นยิงทีมเก่า

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะได้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่หายเจ็บกลับมาเคลื่อนทัพแดนกลาง ขณะที่แผงแนวรุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ พร้อมประสานคมพักตาข่ายเกมรับ "ดาบคู่" เชฟฯ ยูไนเต็ด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 24 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 02.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล   –   เชฟฯ ยูไนเต็ด
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 02.00 น.)

สนาม : แอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล :

    ลิเวอร์พูลบุกไปเสมอกับเอฟเวอร์ตัน 2-2 ในเกมลีกนัดล่าสุดก่อนที่จะเฉือนชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดแรก

    ความพร้อมของหงส์แดงในเกมนี้จะไม่มี เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่ารบกวนจนต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ต้องหยุดสถิติออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมลีกเอาไว้ 94 นัดติดต่อกัน นอกจากนี้ อลีสซง เบ็คเกอร์ ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ โดยเป็นที่คาดกันว่า จอมหนึบทีมชาติบราซิล จะกลับมาเฝ้าเสาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้

    แต่มีข่าวดีคือ ติอาโก้ อัลกันตาร่า พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมในเกมนี้หลังจากที่สลัดอาการบาดเจ็บจากการปะทะกับ ริชาร์ลิซอน จน ดาวยิงบราซิเลียน โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมลีกนัดก่อน

    ในแผงหลัง ฟาบินโญ่ คงจะได้รับโอกาสลงสนามในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กต่อไป โดยจะจับคู่กับ โจ โกเมซ เช่นเดิมหลัง อดีตแข้ง อาแอส โมนาโก โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจในเกมกับอาแจ็กซ์ถึงแม้ว่า โฌแอล มาติป พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมแล้วก็ตาม

    ส่วนในแดนหน้า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน คงจะยึดผู้เล่นชุดเดิมต่อไป ซึ่งก็คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ทั้งที่ ฟีร์มีโน่ ถูกตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับสภาพความฟิตของเขา รวมทั้ง ดีโอโก้ โชต้า ที่ได้ลงมาเป็นตัวสำรองจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมกลางสัปดาห์ก็ตาม

    ด้าน นาบี เกอิต้า และ คอสตาส ซิมิกาส ก็สลัดอาการบาดเจ็บเตรียมกลับเข้ามาสู่ทีมอีกครั้ง ขณะที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังคงต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน

เชฟฯ ยูไนเต็ด :

    เชฟฯ ยูไนต็ด ยังคงหวานหาชัยชนะนัดแรกในฤดูกาลนี้ไม่เจอหลังไม่ชนะใครมา 6 เกมแล้วรวมทุกรายการ เกมลีกนัดล่าสุดเปิดบ้านเสมอกับฟูแล่ม 1-1

    ทีมเยือนกำลังประสบปัญหาผู้เล่นโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แจ็ค โอคอนเนลล์ ที่โดนโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่าเล่นงานจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและคงจะต้องพักรักษาตัวในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ รวมทั้ง จอห์น เฟล็ค, ลีส์ มูสเซ และ แม็กซ์ ลอว์ ที่ถูกส่งประเดิมสนามในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่อยู่ในสนามได้เพียง 19 นาทีเท่านั้นหลังจากที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บและอาจจะไม่สามารถลงสนามได้ในเกมนี้

    ทำให้ คริส ไวล์เดอร์ ผู้จัดการทีม คงจะส่ง อีธาน อัมปาดู ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงอีกครั้ง โดยที่ เอ็นดา สตีเว่นส์ จะขยับจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายกลับไปยืนตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย

    ขณะที่ในแนวรุก รีอาน บรูว์สเตอร์ จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงเผชิญหน้ากับต้นสังกัดเก่า ซึ่งไวล์เดอร์ก็หวังว่าบรูว์สเตอร์จะงัดฟอร์มเก่งออกมาเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เจ้านายเก่า รู้สึกว่า เขาคิดผิดที่ปล่อยตัวแข้งรายนี้ออกจากทีม

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, ฟาบินโญ่, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
    ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

    เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม, อีธาน อัมปาดู, จอห์น เอแกน – จอร์จ บัลด็อค, จอห์น ลุนด์สแตรม, โอลิเวอร์ นอร์วู้ด, ซานเดอร์ เบิร์ก, เอ็นดา สตีเว่นส์ – โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่, รีอาน บรูว์สเตอร์
    ผู้จัดการทีม : คริส ไวล์เดอร์

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

“มาร์กซิยาล” ยังแบน!แมนยูส่ง “คาวานี่” เปิดซิง,เชลซีกู้ชัย! “แวร์เนอร์” พร้อมล่า

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ยังไม่สามารถลงช่วยทีมได้เหตุติดโทษแบน ขณะที่ เอดินสัน คาวานี่ น่าจะได้ลงประเดิมสนามเกม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดถิ่นรับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ต้องการขุดฟอร์มเก่งโดยมี ติโม แวร์เนอร์ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 24 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 23.30 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด   –   เชลซี
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 23.30 น.)

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

แมนฯ ยูไนเต็ด :

    แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งใน 2 เกมที่ผ่านมาหลังบุกไปคว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ในเกมลีกนัดล่าสุด ต่อด้วยการยัดเยียดความปราชัยให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม

    ความพร้อมของปีศาจแดงในเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือชาวนอร์เวย์ ออกมายืนยันว่า เอริก ไบยี่ ที่ไม่ได้ลงเล่นในเกมกลางสัปดาห์โดนโรคเดี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อเล่นงาน ซึ่งจะทำให้กองหลังทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ และจะพลาดช่วยทีมในเกมที่จะพบกับสิงโตน้ำเงินคราม, แอร์เบ ไลป์ซิก, อาร์เซน่อล, อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ เอฟเวอร์ตัน โดยคาดว่าเจ้าตัวจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมหลังช่วงพักเบรกทีมชาติที่จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของเวสต์บรอมวิช ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน

    เช่นเดียวกันกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้ลงสนามในเกมกับเปแอสเช หลังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเกมทีมชาติ แต่อดีตนายใหญ่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ หวังว่า เซนเตอร์แบ็กเลือดผู้ดี จะผ่านการทดสอบความฟิตกลับช่วยทีมได้ทันเวลา โดยจะจับคู่กับ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่เพิ่งได้รับโอกาสลงสนามนัดแรกในรอบ 10 เดือน และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจที่ปารีส ทำให้ เร้ด เดวิลส์ จะกลับมาใช้แผนการเล่น 4-2-3-1 ตามที่ถนัดอีกครั้ง

    ในแดนหน้า เร้ด เดวิลส์ จะยังไม่มี อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ติดโทษแบนเป็นเกมที่ 2 จาก 3 เกมจากการโดนใบแดงในเกมกับสเปอร์ส ซึ่งทำให้ดาวยิงตัวใหม่อย่าง เอดินสัน คาวานี่ จะได้โอกาสประเดิมสนามในเกมนี้ โดยมี มาร์คัส แรซฟอร์ด ที่เป็นฮีโร่ซีดประตูชัยให้กับทีมในเกมล่าสุดยืนริมเส้นฝั่งซ้าย และฝั่งขวาเป็น ฆวน มาต้า หลังยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เมสัน กรีนวู้ด ที่ไม่มีชื่ออยู่ในทีม 2 เกมหลังสุดนั้นเป็นเพราะอาการบาดเจ็บตามที่โซลชาออกมายืนยันหรือเป็นเพราะการขาดระเบียบวินัยจนถูกผู้บริหารทีมเตือนก็ตาม ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยืนอยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่าง คาวานี่

    ถึงแม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้งแล้ว แต่ก็คงจะยังไม่มีชื่ออยู่ในทีม ส่วน ปอล ป็อกบา ก็จะต้องนั่งรอโอกาสอยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองอีกตามเคย รวมไปถึง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค

เชลซี :

    เชลซีสะดุดไม่ชนะใครมา 2 เกมติดต่อกันหลังเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดที่แล้วและเจ๊ากับเซบีย่า 0-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี นัดแรก

    สภาพทีมของสิงโตน้ำเงินคราม ค่อนข้างสมบูรณ์ดีทีเดียวหลังขาดเพียงแค่ บิลลี่ กิลมอร์ ที่ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอยู่ในเวลานี้ ขณะที่ เอดูอาร์ เมนดี้ สลัดโรคเดี้ยงกลับมาเฝ้าเสาได้ในเกมที่พบกับเซบีย่า และช่วยให้ทีมไม่เสียประตูได้อีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือหนุ่มไฟแรง ออกมาปฏิเสธถึงความกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของ ติอาโก้ ซิลวา เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บรบกวนจากการปะทะกับผู้เล่นเซบีย่า ในครึ่งหลังของเกมดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถลงสนามได้ครบ 90 นาที

    ขณะที่ ฮาคิม ซิเย็ค ดาวเตะป้ายแดง ที่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมายังคงต้องรอโอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริงนัดแรกต่อไป

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, อักเซล ตวนเซเบ้, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, อเล็กซ์ เตลลิส –  สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – เอดินสัน คาวานี่
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ –  เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

 

เมนดี้ช่วยชีวิต! 5 ประเด็นร้อนหลังแมนยูแบ่งแต้มเชลซีไร้สกอร์

ศึกบิ๊กแมตช์คืนวันเสาร์ที่ผ่านมาระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี จบลงด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ แม้จะไม่มีประตูเกิดขึ้นแต่รูปเกมถือว่าสู้กันสนุกทีเดียว เกมรับของทั้งสองทีมเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่เสียประตู โดยเฉพาะทางฝั่ง เชลซี ที่มีนายทวารเป็นด่านสุดท้ายเซฟลูกยิงไปได้หลายครั้ง เกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง เรามาวิเคราะห์กันทีละข้อเลย
1.เมนดี้มือหนึ่งยาวไป

    หลังจากทนเห็นความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า มาหลายต่อหลายครั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด จึงตัดสินใจซื้อตัว เอดูอาร์ เมนดี้ จาก แรนส์ ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์เพื่อมากดดันมือหนึ่งของทีม

    แม้ว่ากุนซือเชลซีจะให้โอกาส เกปา ได้พิสูจน์ตัวเองต่อแต่เขายังทำผิดพลาดเหมือนเช่นเดิม เมนดี้ จึงได้ประเดิมตัวจริงนัดแรกในเกมพบ พาเลซ พร้อมกับเก็บคลีนชีทได้ด้วย ก่อนจะพลาดลงเล่นกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เนื่องจากบาดเจ็บ และกลับมาเก็บคลีนชีทในนัดกลางสัปดาห์กับ เซบีย่า ที่เสมอ 0-0

    ก่อนเกมนี้ แลมพาร์ด คอนเฟิร์มว่า เมนดี้ ขยับขึ้นมาเป็นมือหนึ่งเรียบร้อยแล้วหลังจากทำผลงานน่าประทับใจ และในค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาก็โชว์ให้เห็นว่าทำไมถึงสมควรเป็นมือหนึ่ง จังหวะเซฟลูกยิงของ แรชฟอร์ด และ มาต้า ในครึ่งแรกว่าสุดยอดแล้ว ช่วงท้ายเกมลูกยิง แรชฟอร์ด ที่เป็นจังหวะชี้เป็นชี้ตายก็โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดบอลออกไปอย่างเหลือเชื่อ ไม่แปลกใจที่เขาจะคว้า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ แลมพาร์ด คงปลื้มปริ่มไม่น้อยที่มีนายด่านไว้วางใจเสียที

    เมนดี้ กลายเป็นผู้รักษาประตูเชลซีคนแรกนับตั้งแต่ ปีเตอร์ เช็ก ที่เก็บคลีนชีทจากการลงเล่นสองนัดแรกในพรีเมียร์ลีก มากไปกว่านั้นเขายังเป็นผู้รักษาประตูเชลซีคนแรกที่เก็บคลีนชีทในเกมลีกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด นับตั้งแต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ทำได้ในเดือนธันวาคมปี 2015

2.คาวานี่เริ่มต้นดี

    บอร์ดบริหารของ แมนฯ​ยูไนเต็ด โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในตลาดนักเตะที่ผ่านมาซึ่งการเซ็นสัญญากองหน้าชาวอุรุกวัยรายนี้เข้ามาถือเป็นหนึ่งในข้อครหาจากนักวิจารณ์และแฟนบอล อย่างไรก็ตามชื่อเสียงและสถิติการถล่มตาข่ายในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โซลชาก็คงหวังว่าหัวหอกวัย 33 ปียังมีของหลงเหลืออยู่แม้จะฟอร์มการเล่นช่วงหลังจะโรยราลงไปตามอายุ

    คาวานี่ เข้ามาสวมเสื้อหมายเลขในตำนานของ  “ปีศาจแดง” แน่นอนว่าเสื้อเบอร์ 7 มาพร้อมกับความกดดันอันหนักอึ้ง หลายคนจึงจับตาว่าเขาจะก้าวข้ามอาถรรพ์ในช่วงหลังของเสื้อเบอร์นี้ไปได้หรือไม่ และหลังจากกักตัว 14 วันพร้อมกับเรียกความฟิต คาวานี่ ก็มีชื่อเป็นครั้งแรกในเกมพบ เชลซี โดยออกสตาร์ทที่ม้านั่งสำรอง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน แดเนี่ยล เจมส์ ในนาทีที่ 57

    เขาเกือบจะออกสตาร์ทอย่างเพอร์เฟคตั้งแต่สัมผัสแรกจากการโฉบเข้ามายิงแต่บอลหลุดกรอบนิดเดียว หลังจากนั้นเจ้าตัวหายไปพักใหญ่เพราะบอลไปไม่ถึงเขาสักทีซึ่งมันสะท้อนให้เห็นคุณภาพการผ่านของทีมอย่างชัดเจน ก่อน คาวานี่ จะโผล่มายิงบอลติดบล็อก ติอาโก้ ซิลวา อีกหนึ่งครั้ง

    โดยรวมแล้วแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยแต่เจ้าตัวแสดงให้เห็นความเป็นเพชฌฆาตในเขตโทษไม่ว่าจะเป็นการหาตำแหน่งและการหาโอกาสยิงซึ่งคงจะหาไม่ได้จาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลังจากนี้ไปคงต้องรอดูกันว่า คาวานี่ จะเป็นพิสูจน์ตัวเองในทัพ “ปีศาจแดง” ได้หรือไม่

3.ฟาน เดอ เบ็ค ยังนั่งต่อ

    ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ย้ายมาสวมเสื้อ “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวราว 45 ล้านยูโร กูรูหลายคนก็วิเคราะห์กันว่าศักยภาพของเขาน่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติให้กับกองกลางของทีมได้แน่นอน โดยเจ้าตัวได้ลงประเดิมสนามในเกมแรกของฤดูกาลในฐานะตัวสำรองพร้อมลงมายิงประตูตีไข่แตกก่อนทีมจะพ่าย คริสตัล พาเลซ คาบ้าน

    หลังจากนั้นเขาได้ออกสตาร์ทตัวจริงในเกม คาราบาว คัพ ต่อเนื่องมาด้วยการลงสำรองในช่วงท้ายเกมในเกมแมตช์พบ ไบรท์ตัน ซึ่งเขามีส่วนทำให้ทีมได้ลูกเตะมุมก่อนจะเป็นที่มาของประตูชัย เสียงเรียกร้องกับการให้ ฟาน เดอ เบ็ค ออกสตาร์ทตัวจริงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะจากเอเจ้นท์ที่ออกมาจวกโซลชาว่าไม่ใช้งานนักเตะในสังกัดของเขาสักที

    จนแล้วจนเล่ามิดฟิลด์วัย 23 ปีก็ยังไม่ได้ประเดิมตัวจริงในลีก ส่วนใหญ่เขาจะได้รับโอกาสในช่วงท้ายเกมมากกว่าซึ่งมันคงวัดผลงานอะไรไม่ได้จากจุดนี้ ที่หนักกว่าคือในเกมกับ เชลซี เขาไม่ได้ถูกเปลี่ยนตัวลงมาด้วยซ้ำ

    ปาทริซ เอวร่า ตำนาน “ผีแดง” กล่าวหลังเกมนี้ว่า “เราสร้างโอกาสเน้นๆไม่ได้เลยในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องคุมเกมให้ได้ ไม่ใช่รอจนถึง 15 นาทีสุดท้ายแล้วค่อนเปลี่ยนตัว ผมกำลังพูดถึง ฟาน เดอ เบ็ค แล้วเราจะซื้อเขามาทำไม? เขาทำได้แค่นั่งดูจากอัฒจันทร์ทุกๆเกม”

4.แท็คติกแลมพ์ส

    แฟร้ง แลมพาร์ด ปรับเปลี่ยนแผนการเล่นในเการเยือน โอลด์ แทรฟฟอร์ด จากแผนที่คุ้นเคยอย่าง 4-2-3-1 มาเป็น 3-4-2-1 โดยแผนนี้ช่วยให้เขาได้ใช้งาน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า พร้อมกับ รีซ เจมส์ ซึ่งปกติทั้งสองจะต้องแย่งตำแหน่งแบ็กขวากันแต่พอมีตำแหน่งวิงแบ็กเข้ามาทำให้สามารถแบ่งหน้าที่กันได้ชัดเจน

    แม้เกมนี้แนวรุกของ เชลซี อาจจะไม่ได้ไหลลื่นมากนัก แต่ต้องชมวิงแบ็กทั้งสองข้างอย่าง เบน ชิลเวลล์ และ รีซ เจมส์ ที่มีส่วนมากกับเกมรุกของ เชลซี ทั้งสองช่วยสร้างโอกาสจากการครอสบอลในแต่ละฝั่ง (ชิลเวลล์ สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตู 2 ครั้งมากสุดในทีม) นอกจากนี้การวิ่งบีบเพรสซิ่งสูงของทั้งสองยังช่วยให้ ลุค ชอว์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า เล่นยากมากขึ้น ถือว่าจำกัดเกมรุกทางริมเส้นของ”ผีแดง” ไปได้พอสมควร

    ทั้งคู่สร้างมิติเกมรุกแบบใหม่ให้กับ เชลซี และนี่อาจจะเป็นแผนที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต อาจนำไปใช้ต่อในเกมทีมชาติอังกฤษได้ด้วย

5.สถิติผีไม่ดี

    ปิดท้ายกันด้วยสถิติน่าสนใจกัน ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สะกด “ชัยชนะ” ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่ได้ในสามเกมแรกของฤดูกาลซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1972-73 เลยทีเดียว นอกจากนี้หากนับรวมฤดูกาลที่แล้ว “ผีแดง” ไร้ชัยในเกมลีกที่บ้านของตัวเองมา 5 นัดติดต่อกัน (เสมอ 3 แพ้ 2) ซึ่งถือเป็นสถิติที่นานที่สุดนับตั้งแต่ไม่ชนะ 6 เกมติดช่วงปี 1990

    ในทางกลับกัน เชลซี มีสถิติที่ดีพอสมควรในการกลับออกไปด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ โดยนี่เป็นการเก็บคลีนชีทในลีกเกมเยือนนัดแรกนับตั้งแต่เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-0 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018-19

วาร์ดี้ฮีโร่โขกชัย! เลสเตอร์แสบบุกอัดอาร์เซน่อลถึงรัง แซงขึ้นท็อป4

เจมี่ วาร์ดี้ กลายเป็นตัวแสบสำหรับ "ไอ้ปืนใหญ่" หลังลงมาสำรองในครึ่งหลังก่อนโขกประตูชัยพา เลสเตอร์ บุกมาทุบ อาร์เซน่อล ถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 1-0 ส่งผลให้ปืนโตแพ้ 2 เกมติด ส่วน "จิ้งจอกสยาม" หลังพ่ายมา2นัดติดกลับมาซิวสามแต้มแซงขึ้นไปรั้งอันดับ 4 มี 12 แต้มและตามจ่าฝูง เอฟเวอร์ตัน แค่คะแนนเดียวเท่านั้น ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายคืนวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน อาร์เซน่อล ที่บุกไปพ่ายให้ แมนฯซิตี้ 0-1 สัปดาห์ก่อนจะบุกไปเฉือน ราปิด เวียนนา 2-1 ในเกมยูโรปา ลีก เกมนี้กลับมาเปิดรังรับมือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่แพ้ในลีกมา 2 นัดล่าสุด ทว่าเกมยุโรปกลางสัปดาห์เปิดบ้านต้อนเอาชนะ ซอร์ย่า 3-0

    แมตช์นี้ มิเกล อาร์เตต้า จัดระบบ 4-3-3 โธมัส ปาร์เตย์ ได้ประเดิมตัวจริงในเกมลีกนัดแรกประสานงานร่วมกับ กรานิต ชาคา ส่วนสามแนวรุกเป็น บูกาโย่ ซาก้า, อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ส่วนทางฝั่ง "จิ้งจอกสยาม" ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เกมนี้ได้ เจมี่ วาร์ดี้ หายเจ็บมีชื่อเป็นตัวสำรอง ส่วนแนวรุกให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ยืนค้ำหน้าประสานงานกับ  เจมส์ แมดดิสัน และเดนนิส ปราต

    ออกสตาร์ทเกมมาไม่ถึง 2 นาที เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ทักทายก่อนหลังเจ้าบ้านออกบอลพลาด เจมส์ แมดดิสัน ได้บอลกลางสนามก่อนเห็น เลโน่ ออกมาไกลเลยซัดกว่า 40 หลาบอลพุ่งหลุดกรอบเข้าข้างตาข่าย

    แต่ในนาทีที่ 4 ดานี่ เซบายอส เปิดเตะมุมมาเสาแรกให้ อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ โขกเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสิน เคร็ก เพาสัน ไม่ให้ประตูหลัง VAR ยืนยันว่า กรานิต ชาคา ซึ่งยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปมีส่วนรวมกับประตู

    นาที 21 กรานิต ชาคา แทงทะลุช่องให้ ลากาแซตต์ หลุดเข้าไปก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายสั้นให้ บูกาโย่ ซาก้า เติมมาซัดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

    รูปเกมยังเป็น ไอ้ปืนใหญ่ ที่โหมบุกโจมตีเข้าใส่มากกว่า นาที 29 คีแรน เทียร์นี่ย์ ได้บอลทางซ้ายก่อนครอสมาในกรอบ 6 หลา อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ พยายามโขกแต่บอลโดนบางไปก่อนไปถูก คริสเตียน ฟุคส์ ออกหลัง

    ท้ายครึ่งแรก นาที 42 ปืนใหญ่มีโอกาสอีกครั้งหลัง ดานี่ เซบายอส ครอสไปเสาไกล ไอ้หนู ซาก้า พยายามปาดเร็วแต่บอลมาติดขาตัวเองก่อนหาโอกาสซัดด้วยซ้ายมุมแคบแต่บอลไปเข้าข้างตาข่าย

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง แม้อาร์เซน่อลจะครองบอลได้เหนือกว่าแต่ยังหาโอกาสจบไม่ได้ กลายเป็น ทีมเยือนที่เล่นฉาบฉวยได้ดีกว่า นาที 51 แมดดิสัน ลองอีกครั้งด้วยการตักบอลกว่าครึ่งสนามให้ข้ามหัว เลโน่ แต่ยังดีที่นายด่านชาวเยอรมันไม่หลงถอยหลังกลับมารับบอลไว้

    ถัดมาอีก 2 นาที แมดดิสัน เจ้าเดิมพาบอลขึ้นมาหน้ากรอบก่อนตัดสินใจซัดเต็มแรง แต่บอลยังไปติดบล็อคของ กาเบรียล มากัลเญส

    นาที 57 เลสเตอร์ มาได้ลุ้นฟรีคิกกว่า 25 หลา และเป็น เจมส์ แมดดิสัน ที่ปั่นข้ามกำแพงเหินหลังออกไปไกล

    เกมผ่านมาครบหนึ่งชั่วโมง เลสเตอร์ เปลี่ยนตัวส่ง เจมี่ วาร์ดี้ ลงมาเล่นแทน เดนนิส ปราต

    นาที 68 อาร์เซน่อลชวดได้ประตูขึ้นนำหลัง โอบาเมย็อง หลุดถึงเส้นหลังก่อนครอสมากลางประตูให้ เอ็คตอร์ เบเยริน วิ่งมาแปด้วยขวา แต่บอลไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ทุบบอลออกไปได้

    นาที 80 แนวรับของปืนโตมาพลาดหลัง ยูริ ตีเลอมันส์ ตักบอลข้ามแนวรรับเจ้าบ้านให้ เชนกีซ อุนเดอร์ หลุดเข้าไปในกรอบก่อนเปิดเร็วเข้ากลางให้ เจมี่ วาร์ดี้ ที่ยืนโล่งๆ โขกเข้าไป พร้อมพา "จิ้งจอก" บุกมานำอาร์เซน่อล 1-0

    จบเกม อาร์เซน่อล แพ้คาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ส่งผลให้ลูกทีมของ อาร์เตต้า แพ้ในลีก 2 นัดติด รั้งอันดับ 10 ของตารางมี 9 คะแนน ส่วน "จิ้งจอกสยาม" หยุดความพ่ายแพ้ 2 นัดติดหลังบุกมาคว้าสามแต้มทะยานขึ้นไปรั้งอันดับ 4 มี 12 คะแนนเท่ากับ แอสตัน วิลล่า แต่ลูกได้เสียเป็นรองแถมแข่งมากกว่าหนึ่งนัด

    รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

        อาร์เซน่อล (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์ – ทิโมธี กาสตานเญ่, ยูริ ตีเลอมันส์, น็อมปาลิส เมนดี้, เจมส์ จัสติน – เจมส์ แมดดิสัน (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85), เดนนิส ปราต (เจมี่ วาร์ดี้ น.60) – ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เชนกีซ อุนเดอร์ น.75)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

        เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-2-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์ – ทิโมธี กาสตานเญ่, ยูริ ตีเลอมันส์, น็อมปาลิส เมนดี้, เจมส์ จัสติน – เจมส์ แมดดิสัน (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85), เดนนิส ปราต (เจมี่ วาร์ดี้ น.60) – ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เชนกีซ อุนเดอร์ น.75)

แนวรับแกร่ง,คาวานี่เกือบยิง!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเจ๊าจืดเชลซี

เกมบิ๊กแมตช์ในศึก พรีเมียร์ลีก ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เมื่อคืนวันเสาร์ จบลงด้วยการเสมอกันไป 0-0 โดยที่ "ปีศาจแดง" มีโอกาสได้ลุ้นมากกว่า แต่จบกันไม่คม แถมต้องซูฮกความเหนียวหนึบของนายประตูทีมคู่แข่งด้วย ส่วนแนวรับถือว่าต้องชื่นชม เพราะทำให้ "สิงห์บลูส์" แทบไม่มีโอกาสได้ลุ้นทำประตูเลย และนี่คือผลสอบของนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ละคนในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง

 – ดาบิด เด เคอา : 6
  เจองานไม่หนัก ตลอดทั้งเกมได้เซฟเบาๆ หนเดียว 


 

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 7
  เกมรุกอาจยังไม่มีทีเด็ด แต่เกมรับยังคงไว้ใจได้ ซึ่งถือเป็นการสานต่อผลงานอันยอดเยี่ยมจากเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงกลางสัปดาห์

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 7.5
  เป็นเกมที่เล่นได้แข็งแกร่ง รับมือได้ทุกรูปแบบ จัดการกับ ติโม แวร์เนอร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (C) : 7
  คุมแนวรับได้ดี เคลียร์บอลทิ้งได้ตลอด และชนะการดวลลูกกลางอากาศได้แบบ 100% (5/5)

 – ลุค ชอว์ : 6
  อาจจะไร้ข้อผิดพลาด แต่ดูเหมือนเล่นแบบกองหลังสามตัวได้ดีกว่าแบบสี่ตัว แถมมีปัญหาในการรับมือกับ รีส เจมส์ บางจังหวะ


 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 6.5
  ช่วยเกมรับได้ดี ทำให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เล่นด้วยความยากลำบาก แต่เสียเวลากับบอลมากไปหน่อย

 – เฟร็ด : 7
  สู้กับแดนกลาง เชลซี ได้ดี โดยเฉพาะการตัดบอล ซึ่งเจ้าตัวทำได้ 3 ครั้ง ถือว่ามากสุดในทีม "ปีศาจแดง" เท่ากับ แม็คโทมิเนย์ 


 

 – ฆวน มาต้า : 6.5
  เล่นได้โอเคเลย สร้างโอกาสสวยๆ หลายครั้ง แถมมียิงได้ลุ้น 1 หนด้วย แต่โดยรวมได้บอลน้อยไปหน่อย ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 7
  อาจจะดูเงียบๆ แต่สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูถึง 4 หน มากสุดเหนือทุกคนในสนามเกมนี้


 

 – แดเนี่ยล เจมส์ : 5
  เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังสำหรับปีกชาวเวลส์ ไม่แปลกใจที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลัง

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 7
  ช่วง 10 นาทีสุดท้ายครึ่งแรก มีโอกาสหลุดเข้าไปยิงเน้นๆ แต่ติดเซฟ เอดูอาร์ เมนดี้ หลังนั้นก็เล่นได้อันตรายเป็นระยะ แต่การตัดสินใจจังหวะสุดท้ายยังไม่ดี

 

สำรองที่ได้ลงเล่น

 – ปอล ป็อกบา (แทน มาต้า น. 58) : 6.5
  ช่วยยกระดับการทำเกมในแดนกลางได้ดี แต่ช่วงท้ายเกมน่าจะทำได้ดีกว่านี้กับการยิงบริเวณกรอบเขตโทษ

 

 – เอดินสัน คาวานี่ (แทน เจมส์ น. 58) : 6
  ใช้เวลาอยู่ในสนามเพียงไม่กี่วินาที ก็ได้ลุ้นทำประตูแบบเสียวๆ ทันที และช่วงท้ายเกมมีได้ลุ้นอีกครั้งด้วย แม้ไร้สกอร์ แต่ก็โชว์ให้เห็นถึงเซนส์บอลของดาวยิงระดับเวิลด์คลาส

 – เมสัน กรีนวู้ด (แทน แม็คโทมิเนย์ น. 83) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

ลงตัว!แกรี่เผยโซลชาอาจเลือกถูก3หนุ่ม3มุมแผงมิดฟิลด์

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ การจับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด เป็นตัวจริงร่วมกันอาจจะเป็นการเลือกที่ถูกต้องของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะมันทำให้เกมรับเหนียวแน่นขึ้นจนเสียเพียง 2 ลูกใน 3 นัดหลังสุด ต่างกับ 5 เกมแรกที่เสียไปถึง 11 ประตู พร้อมชี้ว่าแท็คติกแบบนี้ก็เคยส่งผลดีกับ โซลชา มาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน
    แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" อาจจะทำถูกแล้วที่จัดให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด ลงเล่นเป็นตัวจริงร่วมกัน เพราะมันทำให้เกมรับของทีมดีขึ้น

    โซลชา โดนตั้งคำถามถึงเรื่องการจัดทีมเยอะพอตัวในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ไม่ส่งทั้ง ปอล ป็อกบา กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เป็นตัวจริง และเลือกใช้งาน บรูโน่ แฟร์นันด์ส, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ รวมถึง เฟร็ด เป็น 3 ประสานในแดนกลางตั้งแต่ต้นเกมในช่วง 3 นัดหลังสุด แต่มันก็ทำให้พวกเขาชนะ 2 เกมกับเสมอ 1 นัด รวมถึงเสียเพียง 2 ประตูเท่านั้น ต่างกับ 5 เกมก่อนหน้านั้นที่เสียไปถึง 11 ประตูและแพ้ 2 เกมแบบฟ้ากับเหว

    เนวิลล์ เผยว่า "ถ้าคุณลองดูเกมนัดเปิดฤดูกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด (แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3) แล้วล่ะก็ คุณก็จะเห็นว่าพวกเขาเคยให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ยืนคู่กับ ป็อกบา ในตำแหน่งกลางสนาม ประเด็นคือ ป็อกบา เป็นนักเตะที่สไตล์การเล่นต่างจากทั้ง เฟร็ด, แม็คโทมิเนย์ และ เนมานย่า มาติช อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขาโดนเล่นงานได้ง่ายตามไปด้วย"

    "ป็อกบา กับ แฟร์นันด์ส ต่างก็เป็นพวกที่เน้นเกมรุกเป็นหลัก ทั้งคู่ต่างก็คิดถึงการสร้างโอกาสทำประตูรวมถึงการยิงประตูเองมากกว่าการเล่นเกมรับ มันทำให้แนวตรงหน้าแผงหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือกองกลางที่ช่วยเกมรับแค่คนเดียว ซึ่งมันก็ทำให้วันนั้น พาเลซ ฉีก แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นชิ้นๆ แนวรุกของคู่แข่งไปถึงแผงแบ็กโฟร์ง่ายเกินกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ แถมยังเกิดชอตแบบนั้นเยอะเกินไปด้วย ซึ่งเดิมที 2 เซนเตอร์แบ็กของพวกเขาก็ไม่ใช่พวกที่เก่งในเรื่องการดวลตัวต่อตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ไม่มีความเร็วตั้งแต่แรก"

    "หลังจากนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีเกมที่ปล่อยให้คู่แข่ง (หมายถึงเกมลีกที่ชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-2) ได้ยิงหลายหน ก่อนที่สุดท้ายพวกเขาจะเจอวันที่เลวร้ายในเกมกับ ท็อตแน่ม  ที่พวกเขาแพ้แบบขาดลอย 1-6"

    "คำถามคืออะไรที่มันแตกต่างออกไปหลังจากพ้นโปรแกรมเกมทีมชาติไปแล้ว ? นั่นก็คือ โอเล่ กลับไปจัดทีมตามแบบที่ช่วยให้เขาทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งได้แก่การทำให้เกิดกรอบสี่เหลี่ยมในด้านเกมรับอันประกอบไปด้วย วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แม็กไกวร์, เฟร็ด, แม็คโทมิเนย์ ทั้งหมดต่างก็เป็นนักเตะประเภทที่เน้นเกมรับเป็นหลัก พวกเขาต่างก็เข้าหาบอลได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 กองกลาง (หมายถึง เฟร็ด กับ แม็คโทมิเนย์) ที่ยืนอยู่หน้าคู่เซนเตอร์แบ็ก"

    "ดังนั้นทุกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนคู่แข่งบุกใส่ และบอลไปถึงแผงกลางของ เชลซี แล้วน่ะ พวกเขาเหล่านั้นต่างก็พุ่งเข้าใส่นักเตะของ เชลซี อย่างรวดเร็ว การใช้แท็กติกนี้ยังช่วยทำให้ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ ลุค ชอว์ ฟูลแบ็กทั้ง 2 ข้างของ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นแบบดุดันได้ด้วย โดยที่กองกลางทั้ง 2 คนก็เล่นแบบดุดันในพื้นที่ของพวกเขา พวกเขาทำงานร่วมกันได้ดี และมันก็ทำให้ ลินเดอเลิฟ กับ แม็กไกวร์ ซึ่งเป็น 2 กองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนเล่นงานน้อยลงเช่นกัน"

    "สำหรับผมแล้วมันแทบจะเหมือนกับว่า โอเล่ คิดว่า -ฉันต้องกลับไปสู่พื้นฐานที่ดีซะแล้ว ฉันจะเสียประตูมากมายก่ายกองต่อไปไม่ได้- แน่นอนว่าเขามีปัญหากับเรื่องการจัดทีมในกรณีของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กับ ป็อกบา (ที่ไม่ได้เป็นตัวจริง) แต่สัปดาห์นี้เขากลับไปสู่พื้นฐานของตัวเอง และมันทำให้คู่แข่งเล่นงานพวกเขาได้ยาก พร้อมกับส่งผลให้ทีมเสียประตูน้อยลง และโดนคู่แข่งยิงใส่น้อยกว่าเดิมตามไปด้วย"

เวรกรรมมีจริง!แฟนหงส์คอมเมนต์ไอจีลูกาส์ ดีญหลังโดนใบแดง

แฟนบอลลิเวอร์พูล ได้ทีเอาคืนหลัง ลูกาส์ ดีญ กองหลังทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน โดนใบแดงในเกมพ่ายเซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเจ้าตัวเคยโพสต์แซว ริชาร์ลิซอน ที่ถูกใบแดงเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ กับทีม "หงส์แดง"
    แฟนๆ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พากันเอาคืนไปโพสต์ในอินสตราแกรมของ ลูกาส์ ดีญ กองหลังทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพที่เจ้าตัวโพสต์เหตุการณ์ที่ไปพยายามดึงใบแดงจากกระเป๋าผู้ตัดสิน ในเกมที่ ริชาร์ลิซอน ถูกไล่ออกหลังไปเสียบหนักใส่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ในเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้

    โดน ชาว "เดอะค็อป" ต่างพากันชอบใจ ที่ได้เห็น ลูกาส์ ดีญ โดนใบแดงไปเสียเองในเกมที่ เอฟเวอร์ตัน พ่าย เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังทีมนักบุญ ได้สองประตูจาก เจมส์ วอร์ด-เพราส์  กับ เช อดัมส์ ในช่วงครึ่งแรก ก่อนครึ่งหลังในนาทีที่ 72 "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ต้องมาเสียเปรียบเมื่อ ลูกาส์ ดีญ ไปเข้าหนักใส่ ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที

 

    ลูกาส์ ดีญ ได้โพสต์ภาพของตัวเองในอินสตาแกรม ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะพยายามซ่อนใบแดงของผู้ตัดสิน หลังจากเสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 พร้อมกับคำบรรยายว่า "ผมพยายามทำให้ดีที่สุด"

    โดยแฟนบอลลิเวอร์พูลคนหนึ่งมาตอบว่า " ลูกาส์ ดีญ สนุกกับเหตุการณ์ของ ริชาร์ลิซอน กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยรูปนี้ วันนี้เขาได้รับกรรมของเขาแล้ว"

    ส่วนอีกรายมาคอมเมนต์ว่า "กรรมมันได้ตามทันแล้ว ไม่ต้องรอนาน"

    ก่อนแฟนหงส์รายที่สามคอมเมนต์ว่า "ดีญทำเป็นเล่นกับใบแดงของ ริชาร์ลิซอน และกรรมก็ได้ตามทันเขาแล้วในสุดสัปดาห์นี้!"