พร้อมแล้ว !! เอดินสัน คาวานี่ ฟิตเต็มถังลุ้นยิง เชลซี แม็กไกวร์ กรีนวู้ด คืนทีม

      เอดินสัน คาวานี่ ศูนย์หน้าป้ายแดง แมนยู ลุ้นประเดิมสนามเกมแรกหลังมีรายชื่ออยู่ในทีมชุดเปิดบ้านรับมือ เชลซี โปรแกรมบอล พรีเมียร์ลีก เสาร์นี้ หลังพลาดเกมกับ เปแอสเช ช่วงกลางสัปดาห์ จากการรายงานของ Metro สื่อชื่อดังต่างประเทศ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563

        แมนยู ที่เพิ่งคืนฟอร์มเก่ง หลังผลบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาบุกไปเอาชนะ เปแอสเช ได้ถึงถิ่น 2-1 และโปรแกรมบอล พรีเมียร์ลีก เสาร์นี้ทีมปีศาจแดงมีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทำศึกบิ๊กแมตช์กับ เชลซี โดยศูนย์หน้าป้ายแดงอย่าง เอดินสัน คาวานี่ ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนาม

        ดาวยิงวัย 33 ปี พลาดการลงเล่นกับทีมเก่าของเขาช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ แต่สำหรับเกมในสุดสัปดาห์นี้ เอดินสัน คาวานี่ พร้อมแล้วที่จะลงสนามเป็นเกมแรกในสีเสื้อปีศาจแดง เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ เมสัน กรีนวู้ด ที่พลาดเกมกับ เปแอสเช มาด้วยเช่นกัน

        "ผมหวังว่าพวกเขาทั้งสามคนจะฟิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกในเกมกับทีมสิงห์บลูส์สุดสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าเรามีการฝึกซ้อมครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมตัวซึ่งพวกเขาทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะได้ลงสนาม เอดินสัน จะต้องฝึกซ้อมตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ให้ครบ เช่นเดียวกับ เมสัน และ แฮร์รี่ ซึ่งมันผ่านไปได้ด้วยดี" โซลชาร์ กล่าว

        ทั้งนี้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ยังคงติดโทษแบนอยู่ ทำให้สตาร์ทีมชาติอุรุกวัยมีลุ้นออกสตาร์ตเป็นตัวจริงกับ เชลซี โดยคาดว่ากุนซือชาวนอร์เวย์จะใช้แผนการเล่นเดียวกับเกมที่บุกชนะทีมแชมป์ลีกเอิง

ฮาแลนด์ชูลิเวอร์พูลทีมดีสุดโลก

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ หัวหอก ดอร์ทมุนด์ เคยยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของโลก แถมยังบอกว่าการได้เล่นที่ แอนฟิลด์ เหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับตน

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เคยกล่าวชม ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมของปีก่อนซึ่งเป็นตอนที่ ฮาแลนด์ ยังอยู่กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก นั้น หัวหอกชาวนอร์เวย์ได้ไปเยือน แอนฟิลด์ จากการที่ ซัลซ์บวร์ก มีคิวลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี กับ ลิเวอร์พูล โดยในเกมนั้นเขาทำประตูได้ด้วยก่อนที่ ซัลซ์บวร์ก จะแพ้ไปแบบหวุดหวิด 3-4

ทั้งนี้ ซัลซ์บวร์ก เพิ่งฉายสารคดีเกี่ยวกับผลงานของพวกเขาเมื่อฤดูกาลก่อน โดยในช่วงหนึ่งของสารคดีมันมีการกล่าวถึงตอนไปเยือน แอนฟิลด์ ด้วย ซึ่งในตอนที่ ฮาแลนด์ ได้ลงซ้อมที่ แอนฟิลด์ ก่อนถึงวันแข่งขันนั้น เขาก็มองไปรอบๆ สนามด้วยสายตาสุดประทับใจ พร้อมกับบอกว่า "พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก พวกเขามีแฟนบอลที่ดีมากๆ รวมถึงมีสนามกับบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีทุกอย่างที่ดี การได้มาเล่นที่นี่คือฝันที่เป็นจริงเลย"

แรชฟอร์ดซัดชัย! แมนยูบุกเชือดปารีสหวิว-บรูโน่กดโทษ เตลลิสประเดิม

"ผีแดง" งัดฟอร์มเฉียบหลังบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่น ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หวุดหวิด 2-1 เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงจุดโทษขึ้นนำทว่า อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาโขกเข้าประตูตัวเอง ก่อนที่ช่วงท้ายเกม มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเป็นฮีโร่ยิงประตูชัยให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกมาคว้าสามแต้ม ประเดิมนัดแรก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขัน นัดแรกของกลุ่ม เอช ระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เปิดรังพบ แมนฯยูไนเต็ด

    โธมัส ทูเคิ่ล ส่งสามแนวรุกอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ เนย์มาร์ ล่าตาข่าย ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอสใหญ่ "ผีแดง" ใช้ระบบ 3-4-1-2 อเล็กซ์ เตลลิส ประเดิมนัดแรกด้วยการยืนวิงซ้าย โดยใช้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั้นเกมให้มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
   
    เริ่มเกมมา นาที 12 เจ้าบ้าน เปแอสเช เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ลากตัดจากขวาเข้ากลางมาปั่นด้วยซ้าย แต่บอลยังไม่ผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พุ่งปัดออกไปได้

    ไม่ถึงนาทีถัดมา "ผีแดง" เกือบเสียท่าอีกหลังบอลครอสมาในกรอบ 6 หลา เลย์วิน คูร์ซาว่า พุ่งเข้าชาร์จแต่บอลยังไปติดตัว เด เคอา ก่อนพุ่งตะครุบไว้ได้ทัน

    ทว่าโอกาสลุ้นครั้งแรกของ "ผีแดง" นาที 20 มาได้ลูกที่จุดโทษทันที หลัง ลุค ชอว์ แทงบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พลิกบอลแต่โดน อับดู ดิยัลโล่ พุ่งมาอัดจนล้ม เชิ้ตดำชาวสเปนเป่าเป็นจุดโทษทันที ทว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่ดีไปติดเซฟของ เกย์ลอร์ นาวาส กระนั้นไลน์แมนและ VAR ให้สัญญาณว่า นาวาส ออกมาจากเส้นก่อนทำให้ต้องยิงใหม่ และคราวนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่พลาดซัดไปทางขวามือตัวเองเข้าไปให้ "ปีศาจแดง" บุกนำ 1-0 ในนาที 23

    นาที 32 เจ้าบ้านกดดันอย่างหนัก บอลขึ้นทาง เนย์มาร์ ครอสเข้าไปในกรอบ 6 หลาอย่างน่ากลัว บอลตกพื้นจะถึง เอ็มบั๊ปเป้ แต่ยังดีที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ พุ่งมาสกัดได้ทันหวุดหวิด

    นาที 39 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สองนำห่าง อเล็กซ์ เตลลิส ไหลเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดด้วยขวานอกกรอบ ทว่า เกย์ลอร์ นาวาส  นายด่านปารีสฯยังไวพุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    และจากลูกคอนเนอร์ในจังหวะต่อมา อเล็กซ์ เตลลิส เปิดบอลโค้งเข้าไปเสาแรกให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ สะบัดโขกเต็มแรงบอลไปชน อับดู ดิยัลโล่ ก่อนบอลเปลี่ยนทางถากเสาแรกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตามหลัง แมนฯยูไนเต็ด 0-1
   
    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาที 46 "ผีแดง" พลาดโอกาสได้ลุ้นเม็ดที่สองอย่างน่าเสียดาย หลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปดวลกับแนวรรับเจ้าถิ่นแต่จังหวะจ่ายบอลขึ้นหน้าทำได้ไม่ดีพอ

    นาที 48 เปแอสเช ได้สวนขึ้นมาและเกือบได้ลุ้นตีเสมอ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากจากซ้ายหนีทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และวาน บิสซาก้า ก่อนจะตะบันด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งจน เด เคอา ต้องพุ่งชกออกไป

    นาที 55 เปแอสเช มาไล่ตีเสมอ 1-1 จนได้ จากจังหวะลูกเตะมุมฝั่งซ้าย เนย์มาร์ เปิดไปเสาแรก ทว่า  อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พยายามโขกสกัดแต่กลายเป็นเช็ดบอลเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 67 "ผีแดง" ปรับหมากส่ง ปอล ป็อกบา ลงไปเล่นแทน อเล็กซ์ เตลลิส

    อีกสองนาทีต่อมา แรชฟอร์ด เกือบส่องให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง หลังอัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังไปติดเซฟของ นาวาส

    นาที 80  แรชฟอร์ด มีโอกาสอีกครั้ง คราวนี้กดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส

     อีก 3 นาทีถัดมา "เปแอสเช" ได้สวนกลับ เนย์มาร์ ลองกดด้วยขวานอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งจน ดาบิด เด เคอา ต้องทุบออกไป

    นาที 87 "ผีแดง" มาเฮกันลั่นหลังแซงขึ้นนำ 2-1 อีกครั้ง จากจังหวะที่ ปอล ป็อกบา ไหลบอลออกขวาให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด พลิกตัวหนี ดานิโล่ ก่อนตะบันด้วยขวาหนีมือ นาวาส ส่งบอลเสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาด

    จบเกม  ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แพ้คาบ้านให้ แมนฯยูไนเต็ด 1-2 ส่งให้ "ผีแดง" คว้าสามแต้มแรกประเดิมสนามนัดแรกสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, อับดู ดิยัลโล่, เพรสแนล คิมเพมเบ้, เลย์วิน คูร์ซาว่า  – อันเดร์ เอร์เรร่า, อิดริสซ่า กาน่า เกย, ดานิโล่ เปเรยร่า – อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, เนย์มาร์

         ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

         แมนฯยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – อั๊กเซล ตวนเซเบ้, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ลุค ชอว์ – อารอน วาน-บิสซาก้า, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด, อเล็กซ์ เตลลิส – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

         ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

         ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

ไม่เหลือหลังแล้ว?เผยภาพ “มาติป” เข้าโรงหมอสแกนเจ็บ

สื่อดังรายงาน โฌแอล มาติป กองหลังลิเวอร์พูล เข้ารับการตรวจหาอาการบาดเจ็บในโรงพยาบาลท้องถิ่นหลังเกมเสมอ เอฟเวอร์ตัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยงานนี้้ต้องลุ้นว่านักเตะจะฟิตทันช่วยทีมในแมตช์ดวล อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้หรือไม่
   
โฌแอล มาติป เซนเตอร์แบ็กชาวแคเมอรูนของ ลิเวอร์พูล ต้องเข้ารับการสแกนอาการบาดเจ็บหลังจบเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์เสมอ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน 2-2 ที่สนามกูดิสัน พาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จากการรายงานของ เดอะ ไทม์ส สื่อดังในประเทศอังกฤษ

"หงส์แดง" กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติเกมรับอย่างหนักเมื่อพวกเขาจะไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในแผงแบ็กโฟร์เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นหัวเข่าหลังจากได้รับบาดเจ็บหนักในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าจะต้องพักรักษาตัวนานหลายเดือนเลยทีเดียว

กรณีของ ฟาน ไดค์ ยังไม่ทันหาย ลิเวอร์พูล ต้องมาเจอความเซ็งเข้ามาแทรกอีกเมื่อ มาติป ซึ่งเพิ่งจะกลับลงสนามในเกมล่าสุด ก็มีปัญหาบาดเจ็บเช่นกัน โดยมีคลิปวีดิโอว่อนไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นว่า กองหลังวัย 29 ปี เข้าไปตรวจร่างกายในโรงพยาบาลท้องถิ่นหลังจบแมตช์กับเพื่อนบ้านสุดที่รัก ซึ่ง ฟาน ไดค์ และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ก็เข้ารับการสแกนที่นั่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม "เดอะ ไทม์ส" รายงานว่า มาติป เข้ารับการสแกนอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ กระนั้นสาวก "เดอะ ค็อป" น่าจะสบายใจอยู่ได้บ้างเนื่องจากทีมแพทย์ระบุว่าไม่พบปัญหาบาดเจ็บที่รุนแรงอะไร แต่ตอนนี้ต้องขึ้นอยู่กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าจะตัดสินใจเสี่ยงส่ง มาติป ลงสนามในเกมพบ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือไม่

ทั้งนี้หาก มาติป ไม่สามารถลงสนามได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ ฟาบินโญ่ จะถูกเลือกให้ลงมาทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กจำเป็นคู่กับ โจ โกเมซ แต่ คล็อปป์ ยังมีทางเลือกอื่นด้วยการส่ง นาธานเนี่ยล ฟิลลิปส์, ไรส์ วิลเลี่ยมส์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก และ บิลลี่ คูเมติโอ ลงสนามก็เป็นได้

 

จอมพลังโรเบิร์ตสัน ! ผ่า 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เปิดหัวเบาๆ บุกเฉือน อาแจ็กซ์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล คงเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กหลัง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวจากอาการเจ็บเข่า เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" มี ฟาบินโญ่ ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีไม่มีที่ติ ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำผลงานในตำแหน่งกองกลางได้ดี และยังเล่นเป็นกองหลังได้อย่างสุขุม โดยในเกมเยือน อาแจ็กซ์ นั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน จับคู่กับ โจ โกเมซ ได้อย่างโดดเด่น และจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งถือเป็นชอตไฮไลท์ของเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักเตะที่ คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้ได้ในการทำหน้าที่เติมเกมบุกให้กับทีม เพราะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทบจะไม่มีบทบาทในการวิ่งขึ้นไปกดดันแนวรับอาแจ็กซ์ ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยังเล่นเกมรับได้ดี และสามารถวิ่งขึ้นลงได้แบบไม่มีหมดพลัง จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีเคล็ดลับอะไรที่ได้ฟิตเปรี๊ยะขนาดนี้

    สำหรับ อาเดรียน แมตช์นี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขา แม้ว่าในช่วงต้นเกมจะมีจังหวะไม่เข้าใจกับ โกเมซ แต่ที่เหลือ นายด่านชาวสแปนิช ทำผลงานได้ดีเยี่ยม มีจังหวะการเซฟสวยๆ หลายคน ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ ใจเด็ดมากๆ ที่กล้าใช้งานเขา และสิ่งนี้คือรางวัลที่นักเตะตอบแทนให้กับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

1.  อาเดรียน ยังพอไว้วางใจได้บ้าง

    หลายคนอาจจะยังคลางแคลงใจในฝีมือของ อาเดรียน แต่ในเมื่อทีมไม่มี อลีสซง เบ็คเกอร์ ฉะนั้น คล็อปป์ จึงไม่มีทางเลือกที่จะไว้วางใจ นายทวารชาวสแปนิช ให้ทำหน้าที่เป็นมือ 1 แม้ว่าเขาจะทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจโดยเฉพาะการพลาดจังหวะง่ายๆ หลายครั้งก็ตาม

    อย่างไรก็ตามในเกมเยือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เจ้าตัวทำผลงานที่ทำให้การตัดสินใจของ คล็อปป์ ถูกต้อง เมื่อโชว์จังหวะการป้องกันประตูได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เซฟระยะเผาขนจากการยิงของ ควินซี่ โพรเมส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันประตูจากการยิงของ โพรเมส เจ้าเดิม ในนาทที่ 58

    ขณะเดียวกัน อาเดรียน ยังมีจังหวะในการออกมาตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวรับของ "หงส์แดง" ไม่รู้สึกกดดัน อย่างไรก็ตามในช่วงต้นเกมอาจจะมีจังหวะหวาดเสียวที่ไม่เข้าใจกับ โจ โกเมซ จนเกือบเป็นต้นเหตุให้เสียประตู รวมไปถึงการจับบอลที่ไม่ค่อยนิ่ง นอกเหนือจากนั้นฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าน่าประทับใจ

    สำหรับผลงานในแมตช์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า อาเดรียน เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอาการประหม่า แม้ว่าเขาจะโดนเสียงวิจารณ์เยอะก็ตาม แต่ผลงานในเกมนี้ที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ น่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการเฝ้าเสาให้กับเจ้าตัว และเพื่อนร่วมทีมมากยิ่งขึ้น
   
2. ฟาบินโญ่-โกเมส คู่ขวัญเซนเตอร์แบ็ก

    การที่ "หงส์แดง" ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อีกหลายเดือนเนื่องจากนักเตะต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" หวั่นไหวอย่างมาก เพราะเซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์เหลือแค่ โจ โกเมซ กับ โฌแอล มาติป เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนฟอร์มก็ออกแนวผีเข้าผีออกไว้วางใจไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยังพอมีออปชั่นพิเศษในตำแหน่งกองหลัง นั่นก็คือการจับ ฟาบินโญ่ ลงมาทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กชั่วคราว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ โดยคอยคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีจังหวะในการตัดบอลและเล่นสวนกลับเร็วจนทำให้ "หงส์แดง" กดดันเกมรับเจ้าบ้านได้ตลอด

    นอกจากนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังมีชอตแห่งชีวิตที่ทำให้ ลิเวอร์พูล รอดจากการเสียประตูไปได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 เมื่อ ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน แต่ ฟาบินโญ่ วิ่งมาเตะบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเขามักจะยืนถูกที่ถูกเวลา และยังมีจังหวะที่ขึ้นไปโหม่งลุ้นทำประตูตอนเตะมุมด้วย

    ขณะที่ โจ โกเมซ ก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน หากไม่นับจังหวะต้นเกมที่ไม่เข้าใจกับ อาเดรียน นอกเหนือจากนั้นเขาสามารถคุมพื้นที่กองหลังได้ดีเยี่ยม แทบไม่มีจังหวะพลาดไม่เห็น ขณะที่ลูกกลางอากาศก็เก็บกินเรียบวุธ ฉะนั้น คล็อปป์ น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้กับ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ในการเป็นตัวตายตัวแทนของ ฟาน ไดค์

     ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงที่ กุนซือชาวด๊อยท์ช จะตัดสินใจใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกแมตช์ในเกมลีกพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญสำหรับ ดาวเตะเลือดแซมบ้า อาจมีความเป็นได้ที่เขาจะได้ยืนกองหลังไปอีกหลายเกม เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าตัวทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

3. ไวจ์นัลดุม ผู้ปิดทองหลังพระ

    หนึ่งในนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมมากนักนั่นก็คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพราะหลายๆ แมตช์ที่เขาลงสนามคอยทำหน้าที่ในแดนกลาง เจ้าตัวเล่นได้ดี มีความคงเส้นคงวา และยังสามารถเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกได้อย่างดีไม่มีที่ติ

    ฟอร์มในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ของ ไวจ์นัลดุม ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนักเตะต้องคุมเกมอย่างหนักในแผงมิดฟิลด์ และจัดการกับเกมแดนกลางของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ยังคอยคุมจังหวะเกมเพื่อสร้างโอกาสให้กับทีมในช่วงที่เปิดเกมบุก

    โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งหลัง ไวจ์นัลดุม มีโอกาสปั้นเกมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ "หงส์แดง" เกือบได้ประตูที่สองหลายครั้ง แถมยังคอยตัดบอลในแดนกลางจังหวะที่ อาแจ็กซ์ พยายามจะเติมเกมบุกสวนกลับ ซึ่งทำให้เจ้าบ้านต้องเสียจังหวะหลายครั้ง

    สำหรับตอนนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" คงอยากสะกิด คล็อปป์ ให้รีบเปิดการเจรจาขยายสัญญาฉบับใหม่กับ ไวจ์นัลดุม เป็นการด่วน เพราะการที่ทีมมี ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนาม จะช่วยทำให้แผงมิดฟิลด์มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้จับคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาขึ้นเป็นทวีคูณ
 
4. สามประสามสำรองทดแทน "หินเหล็กไฟ"

    หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจว่า คล็อปป์ ใช้งาน ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มากเกินไปจนอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ แต่สำหรับในฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" มีขุมกำลังสำรองในเกมรุกที่สามารถลงมาทดแทนทั้ง 3 คน และประสิทธิภาพก็ไม่ลดทอนลงไปด้วย

    สามประสาน "เอสเอ็มเอฟ" ลงสนามเป็นตัวจริงมาตลอดในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ บางแมตช์พวกเขาต้องเล่นจนจบเกม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอาการเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตามในแมตช์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมยังมีสามแนวรุกที่พร้อมลงไปทดแทน มาเน่, ฟีร์มีโน่ และ "บังโม" ได้ทันที

    คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแนวรุก "หินเหล็กไฟ" ออกหลังเกมผ่านไปเกือบชั่วโมง โดยเลือก เซอร์ดาน ชากีรี่, ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก โชต้า ลงสนามพร้อมกัน โดยพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมสามารถไล่กดดันเกมรับของ อาแจ็กซ์ ได้ตลอด โดยเฉพาะการวิ่งเพรสซิ่ง จนทำให้พวกเขาตั้งเกมไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะในช่วงท้ายเกมที่ทั้งสามคนพยายามสร้างโอกาสยิงประตู อย่างเช่นจังหวะที่ มินามิโนะ มีโอกาสสับไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่โดน อ็องเดร โอนาน่า นายด่านอาแจ็กซ์ ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด และยังมีครั้งที่เจ้าตัว ประสานงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโกลเจ้าบ้านอีกครั้ง

    ในส่วนของ โชต้า ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่น การครองบอลที่เหนียวแน่ และยังมีจังหวะส่งบอลให้ ไวจ์นัลดุม เกือบทำประตูได้ในนาทีที่ 90 สำหรับ ชากีรี่ นอกจากจังหวะที่ส่งบอล ให้ มินามิโนะ ได้ซัดไกลแล้วที่เหลือเจ้าตัวทำผลงานได้ตามมาตรฐาน

    ฉะนั้นหากมองภาพรวมต้องบอกว่าทั้งสามแนวรุกสำรอง พร้อมที่จะลงมาทดแทน มาเน่, ซาล่าห์ และ ฟีร์มีโน่ ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

5. จอมพลังโรเบิร์ตสัน
    ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่แบ็กซ้ายได้ดีเยี่ยม โดยวิ่งเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง และยังเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น สวนทางกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในเกมรุกมากนัก ส่วนเกมรับก็ยังพอประคับประคองตัวเองไปได้

    การมาเยือน อาแจ็กซ์ ต้องบอกว่า "หงส์แดง" เน้นขึ้นเกมรุกทางฝั่งซ้ายแทบตลอดทั้งเกม โดย โรเบิร์ตสัน ไม่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องผิดหวัง เพราะเขาสามารถวิ่งทะลุทะลวงเข้าไปในพื้นที่คู่แข่ง และยังมีโอกาสเปิดบอลสร้างความหวาดเสียวในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยๆ

    หนึ่งในจุดเด่นของฟูลแบ็กชาวสกอตติช ก็คือพละกำลังที่มีเหลือเฟือ วิ่งแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่า โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะที่ฟิตมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ โดยตั้งแต่เสียงนกหวีดดังจนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา นักเตะรายนี้วิ่งแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น

    ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า โรเบิร์ตสัน กับ "เจ้าหนูเทรนต์" จะค่อยช่วยเหลือกันวิ่งเติมเกมรุกทางริมเส้น แต่สำหรับในเกมล่าสุด แบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ต้องรับหน้าที่เติมเกมรุกมากกว่าเดิม และยังต้องคอยทำหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" จะยกย่องแข้งเลือดวิสกี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของทีม

บาเยิร์นยิ้ม! “ซาเน่” สลัดเดี้ยงคืนสนามซ้อม

ถือเป็นข่าวดีสำหรับสาวก "เสือใต้" เพราะล่าสุด ลีรอย ซาเน่ ปีกจรวด บาเยิร์น มิวนิค กลับมาลงซ้อมได้เรียบร้อย และน่าจะช่วยทีมได้ทันทีในเกมสุดสัปดาห์นี้

ลีรอย ซาเน่ ปีกความเร็วสูงคนใหม่ของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน หายเจ็บที่หัวเข่าและกลับมาลงซ้อมกับทีมได้เรียบร้อย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ซาเน่ ได้รับบาดเจ็บจากเกมลีกนัดที่ บาเยิร์น บุกไปพ่าย ฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-4 เมื่อวันช่วงปลายเดือนกันยายน และคาดว่าต้องพักแข้งราว 3-4 สัปดาห์ ซึ่งล่าสุดก็เป็นไปตามคาด เพราะ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีวัย 24 ปี ลงซ้อมได้แล้ว โดยเป็นการลงซ้อมกับกลุ่มนักเตะ "เสือใต้" ที่ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่เปิดบ้านถล่ม แอตเลติโก มาดริด 4-0 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

คาดกันว่า ซาเน่ น่าจะกลับมามีชื่อช่วยทีมในเกม บุนเดสลีกา นัดที่ บาเยิร์น มีคิวเปิดรัง อัลลิอันซ์ อารีน่า ดวลกับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ แต่ก็ต้องรอดูการซ้อมครั้งสุดท้ายในวันศุกร์ว่า เจ้าตัวฟิตพอเป็นตัวจริงหรือไม่

ไม่ได้เจ็บ! สื่อดังพร้อมใจแฉสาเหตุที่ “กรีนวูด” หายจากทีม 2 นัดหลังสุด

สื่อหลายเจ้าแดนผู้ดีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำการเตือนไปยัง เมสัน กรีนวูด กองหน้าดาวรุ่งในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่ตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้นักเตะหายไปจากทีมในช่วง 2 เกมล่าสุด

กรีนวูดไม่มีชื่อในเกมที่ปีศาจแดงบุกไปถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ศึกพรีเมียร์ลีก และเกมล่าสุดที่บุกไปเฉือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

โดยก่อนหน้านี้ทางฝั่งของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่ากรีนวูดมีอาการบาดเจ็บนิดหน่อย

แต่ล่าสุด  เดอะ การ์เดียน, เดอะ มิร์เรอร์ และ สกาย สปอร์ตส์ ต่างรายงานตรงกันว่า สาเหตุที่แท้จริงคือ ดาวรุ่งวัย 19 ปี มารายงานตัวในการซ้อมสายกว่าปกติ จนทำให้บอร์ดบริหารเริ่มไม่พอใจและเรียกตัวไปตักเตือน

อีกทั้งก่อนหน้านี้ กรีนวูด ก็โดนทีมชาติอังกฤษตัดออกจากทีม จากเหตุละเมิดกฎควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการพาสาวขึ้นห้องพักโรงแรมที่ไอซ์แลนด์ด้วย

ลิเวอร์พูลเก่งกับดัตช์-มาดริดยับ3นัด! เปิดสถิติน่ารู้ศึก ชปล. คืนวันพุธ

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คืนวันพุธที่ผ่านมา มีการลงแข่งขันหลายสนามทีเดียว ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่เกมระหว่าง อาแจ็กซ์ พบ ลิเวอร์พุล ที่สุดท้าย "หงส์แดง" บุกคว้าสามแต้มได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งทีมจากอังกฤษอย่าง "เรือใบสีฟ้า" ก็เก็บชัยชนะได้เช่นกัน แต่ผลการแข่งขันที่ช็อกที่สุดคงเป็นเกมปราชัยคาบ้านของ เรอัล มาดริด เรามาเก็บตกสถิติน่าสนใจแต่ละคู่ที่ลงสนามในคืนวันพุธนี้กัน
เรอัล มาดริด 2-3 ชัคตาร์ โดเนตส์ค

1 – ชัคตาร์ เป็นทีมจากยูเครนทีมแรกที่เอาชนะ เรอัล มาดริด ใน ชปล. นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1999 ที่ ไดนาโม เคียฟ เอาชนะไปได้ 2-0

3 – ราฟาเอล วาราน เป็นนักเตะเรอัล มาดริด คนที่สามที่ยิงเข้าประตูตัวเอง 2 ลูกใน ชปล. ต่อจาก อิบัน เอลเกร่า และ เซร์คิโอ รามอส

3 – เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ในฟุตบอลยุโรป 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986

3 – เรอัล มาดริด เสียประตูถึง 3 ลูกในครึ่งแรกในศึก ชปล. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2005 ในเกมพบ โอลิมปิก ลียง และยังเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในบ้านในรายการนี้นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ในเกมพบ บาเยิร์น มิวนิค

15 – วินิซิอุส จูเนียร์ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีลงสนามมาก็ยิงประตูได้เลย โดยนับตั้งแต่เว็บไซต์ optajoe เก็บสถิติมาตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 นี่เป็นประตูที่ยิงไวที่สุดในฐานะตัวสำรอง

35 – ลูก้า โมดริช เป็นนักเตะวัยตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเพียงคนที่ 4 ที่ยิงประตูให้กับ เรอัล มาดริด ในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟเรนซ์ ปุสกัส และปาโก้ เกนโต้

แมนฯ ซิตี้ 3-1 ปอร์โต้

5 – เปเป้ กองหลังตัวเก๋าของ ปอร์โต้ ทำเสียจุดโทษถึง 5 ครั้งใน ชปล. มากกว่านักเตะทุกคนตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04

6 – ฟิล โฟเด้น มีส่วนร่วมกับประตูถึง 6 ลูกจาก 7 เกมหลังสุดของเขาใน ชปล. (3 ประตูกับ 3 แอสซิสต์) ทั้งที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองถึง 4 เกมด้วยกัน

6 – นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ซิตี้ ยิงประตูจากลูกฟรีคิกถึง 6 ลูก (ดาบิด ซิลบา 2, มาห์เรซ 2, เดอ บรอยน์ 2 และ กุนโดกัน 1)

20 – ราฮีม สเตอร์ลิง เรียกจุดโทษถึง 20 ครั้งให้กับ แมนฯ ซิตี้ นับตั้งแต่ เป๊ป เข้ามาคุมทีมเดือนสิงหาคมปี 2016

76 – นี่เป็นชัยชนะนัดที่ 76 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใน ชปล. นับตั้งแต่คุมทีมในฐานะกุนซือเต็มตัวเกมแรกเมื่อเดือนกันยายนปี 2008

231 – เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่เขายิงในเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือเมื่อ 231 วันที่แล้ว ซึ่งช่วงระยะห่างนี้เองเป็นระยะที่ยาวที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขากับสโมสรและทีมชาติ

บาเยิร์น มิวนิค 4-0 แอตเลติโก มาดริด

20 – นี่เป็นครั้งที่ 20 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ยิงประตูตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไป ถือว่ามากกว่าทุกทีมในยุโรปนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมเดือนพฤศจิกายนปี 2019

อาแจ็กซ์ 0-1 ลิเวอร์พูล

1 – อาแจ็กซ์ ชนะเพียงแค่ครั้งเดียวจาก 7 ครั้งที่เจอกับทีมจากอังกฤษในฟุตบอลยุโรป (เสมอ 2 แพ้ 4)

2 – ลิเวอร์พูล เพิ่งจะเก็บคลีนชีทได้เป็นครั้งที่ 2 ใน ชปล. นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลที่แล้ว โดยอีกหนึ่งเกมเกิดขึ้นในแมตช์พบ ซัลซ์บวร์ก

5 – เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พร้อมกันสามคนในเกมเดียวเป็นครั้งที่ 5

7 – ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายในการเยือนทีมจากดัตช์ 7 ครั้งหลังสุด ยังเก็บคลีนชีทถึง 5 นัด (ชนะ 4 เสมอ 3)

34 – เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 34 ปี 291 วัน กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่อายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ลงเล่นในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ (37 ปี 84 วัน), เอียน คัลลาแกน (35 ปี 353 วัน)

5 – ในทางกลับกัน เคอร์ติส โจนส์ กลายเป็นนักเตะเอ๊าฟิลด์ของลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ที่ออกสตาร์ทตัวจริงใน ชปล. (19 วัน 265 วัน)

2010 – นิโกลัส ตายาฟิโก้ เป็นผู้เล่นอาแจ็กซ์คนแรกที่ยิงประตูตัวเองใน ชปล. นับตั้งแต่ เวอร์นอน อนิต้า เคยยิงประตูตัวเองในเกมพบ เรอัล มาดริด เมื่อเดือนกันยายนปี 2010

เชลซีรุกเต็มสูบ! “แวร์เนอร์-ฮาแวร์ทซ์” ผนึกล่า,เซบีย่าลุ้น “เดอ ยอง” โป้งสู้ศึก ชปล.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมจัดแผงแนวรุกเต็มอัตราโดย ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยังคงพร้อมลงผนึกคมแข้งล่าตาข่ายเกมรับ เซบีย่า ที่มี ลุค เดอ ยอง ลงขุดสกอร์สู้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) วันอังคารที่ 20 ต.ค. ศกนี้  (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
เชลซี (อังกฤษ)    –    เซบีย่า (สเปน)


สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

     เชลซีเพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

     ความพร้อมของเจ้าบ้าน แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือชาวอังกฤษ จะยังไม่สามารถใช้งาน เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณต้นขาระหว่างไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมกับทีมชาติเซเนกัล ทำให้นายใหญ่วัย 42 ปี คงจะต้องใช้งาน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่เพิ่งโชว์เหวอในเกมสัปดาห์ที่ผ่านมาเฝ้าเสาต่อไป เช่นเดียวกันกับ บิลลี่ กิลมอร์ ห้องเครื่องอนาคตไกล ที่กำลังพักรักษาตัวจากโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่า 

     ถึงแม้ว่าอดีตผู้จัดการทีม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ได้รับข่าวดีคือ ฮาคิม ซิเย็ค และ คริสเตียน พูลิซิช สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมแล้วทำให้แลมพาร์ดจะมีตัวเลือกในแนวรุกเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า ซิเย็คคงจะต้องนั่งรอโอกาสอยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองไปก่อน ส่วน พูลิซิชที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมกับนักบุญแดนใต้ และ เมสัน เมาน์ท จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อไปในเกมนี้ ขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะได้พักเพื่อเก็บความสดเอาไว้เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์หน้า ทำให้ มาเตโอ โควาซิช จะได้บัญชาแดนกลาง 

     ในเกมรับ ติอาโก้ ซิลวา จะกลับมาคุมแผงหลังโดยจับคู่กับ คูร์ท ซูม่า หลังจากที่ อดีตเซนเตอร์แบ็ก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้พักในเกมที่แล้ว เช่นเดียวกันกับ รีซ เจมส์ ที่จะได้กลับมาประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

     ทั้งนี้ในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นโอกาสของ ติโม แวร์เนอร์ ที่เพิ่งประเดิมประตูแรกในสีเสื้อสิงห์บลูส์ในเกมก่อนหน้านี้จะได้ค้ำแดนหน้าต่อไป 

     เซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว 

     จูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมชาวสเปน จะยังไม่มี ชูลส์ กูนเด้ ที่มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้นายใหญ่ฝีมือดี เตรียมส่ง คาริม เรกิก ประเดิมสนามในเกมนี้ โดยจะคุมแดนหลังคู่กับ ดีเอโก้ คาร์ลอส ถึงแม้ว่า เซร์จี้ โกเมซ เพิ่งได้รับโอกาสลงสนามในเกมกับกรานาด้าก็ตาม ขณะที่แบ็กซ้าย-ขวาอย่าง มาร์กอส อากุนญ่า และ เฆซุส นาบาส ตามลำดับ ขณะที่ โจน จอร์ดาน ก็จะลงเล่นได้ตามปกติ เพราะใบแดงที่โดนในเกมลีกไม่มีผลกับรายการนี้

     ส่วนในแดนหน้า ลุค เดอ ยอง และ ลูคัส โอคัมโปส จะได้กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากที่ได้พักในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 


รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม 

     เชลซี (4-2-3-1) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์ 
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 

     เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, คาริม เรกิก, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, โจน จอร์ดาน – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่
     ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ชวดดวลเมสซี่! โรนัลโด้ผลตรวจโควิด-19ยังเป็นบวก

แฟนบอลส่อพลาดโอกาสที่จะได้เห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงดวลกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังผลกการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของดาวเตะชาวโปรตุกีสยังมีผลเป็นบวกทำให้เขาต้องใช้เวลากักตัวเพิ่ม ซึ่งไม่ทันลงเล่นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดต่อไปกับ บาร์เซโลน่า

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสของ ยูเวนตุส ยังมีผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวก ซึ่งทำให้เขากลับมาไม่ทันลงเล่นในเกมที่ทีม "ม้าลาย" จะพบ บาร์เซโลน่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี นัดสอง วันพุธที่ 28 ตุลาคมนี้ ตามรายงานจาก มาร์ก้า สื่อชื่อดังของสเปน เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

สตาร์วัย 35 ปี ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างอยู่ในภารกิจรับใช้ทีมชาติโปรตุเกส ก่อนที่ล่าสุดเจ้าตัวจะเข้ารับการตรวจหาเชื้ออีกครั้งปรากฏว่ายังมีผลเป็นบวก

ซึ่งตามมาตรการของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ระบุว่า นักเตะคนใดก็ตามที่ติดเชื้อ "โควิด-19" จำเป็นต้องมีผลตรวจรอบใหม่ออกมาเป็นลบอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะกลับมาลงเตะเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรปา ลีก ได้ นั่นทำให้เขาจะพลาดลงช่วยทีม "ม้าลาย" พบ บาร์เซโลน่า ของ ลิโอเนล เมสซี่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี นัดสอง วันพุธที่ 28 ตุลาคมนี้แน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ยูเวนตุส จะขออนุญาติยูฟ่าเพื่อให้นักเตะตรวจหาเชื้ออีกครั้งภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเกมดังกล่าวเพื่อให้เขามีโอกาสลงเล่นกับ บาร์เซโลน่า ได้ทันเวลา